กรธ.เผยเขียนบทเฉพาะกาล ให้จัดเลือกตั้งส.ส.-ส.ว.ได้หลังมีรธน.ใหม่ ไม่เกิน 1 ปี 3 เดือน พร้อมแจงไม่กระทบเลื่อนโรดแม็พของคสช.
ในการประชุมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เป็นประธานการประชุม มีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา โดยได้เข้าสู่เนื้อหาในบทเฉพาะกาล
นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรธ. แถลงผลการพิจารณาว่า ล่าสุดร่างรัฐธรรมนูญ ของกรธ. จะมีเนื้อหารวม 270 มาตรา โดยแบ่งเป็นในบทบัญญัติหลัก จำนวน 253 มาตราและอยู่ในบทเฉพาะกาล จำนวน 17 มาตรา โดยเนื้อหาสำคัญที่กรธ. ได้เขียนไว้ในบทเฉพาะกาล และผ่านการพิจารณาเบื้องต้นแล้ว ประกอบด้วย 1.กำหนดระยะเวลาให้องค์กรที่มีอยู่เดิม ได้แก่ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), คณะรัฐมนตรี (ครม.), คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีองค์กรที่ทำหน้าที่เดียวกันเข้ามาทำหน้าที่ กล่าวคือ สนช. จะปฏิบัติหน้าที่ไปจนถึงวันก่อนที่จะมีการประชุมรัฐสภานัดแรก , ครม. และคสช. ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ทั้งนี้มีข้อกำหนดเพิ่มเติม คือ ให้นำคุณสมบัติของส.ส. และ ส.ว. ที่ปรากฎไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเช่น ห้ามบุคคลที่เคยต้องโทษจำคุกมาแล้ว แต่ไม่พ้นระยะ 10 ปี, ไม่เป็นผู้ทุจริตการเลือกตั้ง หรือไม่เคยทุจริตต่อหน้าที่ มาบังคับใช้กับ สนช. ยกเว้นเป็นข้าราชการ หรือ สื่อมวลชน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับผู้ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. และส.ว.ชุดใหม่ 2.สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กำหนดให้มีวาระทำงานต่อไปอีก 1 ปี หลังจากที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ 3.กรณีที่ สนช., สปท., รัฐมนตรี หรือ สมาชิกคสช. ประสงค์จะจะลงสมัครรับเลือกตั้งหลังมีการประกาศให้มีการเลือกตั้งครั้งต่อไป ตามต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ เพื่อตัดปัญหาที่ถูกครหาว่ามีการสืบทอดอำนาจ, 4. กรธ.ทำหน้าที่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญอื่น จำนวน 10 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง, 2.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส., 3.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกส.ว.4.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
5.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), 6.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ, 7.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ, 8.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, 9.ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน และ 10. พระราชบัญญัติว่าด้วยกรอบวินัยการเงินการคลังและงบประมาณ ให้แล้วเสร็จภายใน 8 เดือนนับจากวันที่รัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ และอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนถึงสนช. ผ่านร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญอื่น จำนวน 10 ฉบับแล้วเสร็จ ทั้งนี้กำหนดห้าม กรธ. ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ภายใน 2 ปีนับจากการพ้นการปฏิบัติหน้าที่
นายชาติชาย กล่าวด้วยว่า 5.กำหนดเวลาให้ สนช. ต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและกฎหมายสำคัญในแต่ละฉบับให้เสร็จภายใน 60 วัน หรือ 2 เดือน แต่หากสนช.ทำไม่เสร็จภายในเวลาที่กำหนด จะถือว่าสนช. ให้การรับรองร่างกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้ และ 6.กำหนดการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ภายใน 150 วัน หรือ 5 เดือนหลังจากที่ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมีผลใช้บังคับ สำหรับประเด็นของการคงอยู่ของกรรมการในองค์กรอิสระที่มีอยู่ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้นั้น ในบทเฉพาะกาลไม่ได้กำหนดว่าองค์กรใดจะอยู่ต่อหรือจะต้องสรรหาใหม่ตามกลไกใหม่ที่เขียนไว้ แต่จากการหารือให้นำไปพิจารณาความเหมาะสมที่กรรมการในแต่ละองค์กรจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไว้ในกฎหมายลูกที่จะยกร่างขึ้นใหม่ ซึ่งตนรับประกันว่าแม้จะไม่กำหนดไว้ กรรมการในองค์กรอิสระที่มีอยู่ปัจจุบันจะไม่สามารถให้ความเห็นเพื่อปกป้องประโยชน์ของตนเองได้แน่นอน
"จากกรอบการเลือกตั้งส.ส.และ ส.ว. ที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดนั้นจะไม่ทำให้ต้องขยายโร้ดแม็พของคสช. ที่กำหนดไว้ คือ เลือกตั้งในเดือน กรกฎาคม 2560 เพราะเงื่อนไขที่เขียนในบทเฉพาะกาลนั้นกำหนดกรอบเวลาต้องไม่เกินจำนวนเท่าใด ซึ่งหากร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญซึ่งต้องใช้บังคับเพื่อการเลือกตั้งแล้วเสร็จเมื่อใด ก็สามารถจัดการเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องให้ร่างกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับต้องทำให้เสร็จพร้อมกันก่อน อย่างไรก็ตามกรธ. ยังไม่ได้หารือเพื่อเรียงลำดับการทำร่างกฎหมายสำคัญ อย่างไรก็ตามเมื่อไล่รายชื่อกฎหมายลูกที่สำคัญที่ต้องทำให้เสร็จก่อนจัดการเลือกตั้ง อาทิ กฎหมายว่าด้วย กกต., กฎหมายว่าด้วยส.ส., กฎหมายว่าด้วยส.ว., กฎหมายว่าด้วยกรอบวินัยการเงินการคลัง ซึ่งอาจใช้เวลาไม่ถึง 8เดือนก็ได้ และการกำหนดให้เลือกตั้ง ส.ส และเลือก ส.ว. ที่ไม่เกิน 5 เดือน กกต.อาจกำหนดให้จัดการเลือกตั้ง ภายใน 2 เดือนก็เป็นได้ ดังนั้นประเด็นดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อโร้ดแม็พอย่างแน่นอน" นายชาติชาย กล่าว
นายชาติชาย กล่าวด้วยว่าขณะที่บทบัญญัติกำหนดให้ครม. และคสช. อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนมีรัฐบาลชุดใหม่นั้น ในบทเฉพาะกาลจะเขียนคุ้มครองเพื่อให้เขาได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 โดยจะอยู่ในสถานะการทำงานเต็มเวลา ไม่ใช่สถานะของรัฐบาลรักษาการ เพื่อส่งไม้ต่อให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าทำหน้าที่ ขณะที่ คสช. ก็จะอยู่ไปจนกว่ามีครม.ชุดใหม่มาทำหน้าที่ โดยอำนาจของหัวหน้าคสช. ตามมาตรา 44 นั้นจะยังคงมีไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เพื่อดูแลบ้านเมืองให้เกิดความเรียบร้อย อย่างไรก็ตามตนตอบไม่ได้ว่าจะมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ ต่อการเลือกตั้งหรือไม่
"ผมไม่คิดว่า คสช. จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อเอื้อ หรือขัดอะไรกับการเลือกตั้งที่จะมาถึง เพราะตามการณ์ปกติเขาใช้ มาตรา 44 เพื่อกรณีเร่งด่วน ฉุกเฉิน และจำเป็น ไม่ใช่ยกมาใช้ได้ง่ายๆ และโดยมารยาท วิธีปฏิบัติของนายกฯคนปัจจุบันนั้น ท่านอยากเปลี่ยนผ่านเพื่อให้เกิดความราบรื่นเท่านั้น ดังนั้นช่วงที่มีการเลือกตั้งนั้นต้องเป็นไปตามกฎหมายลูกฉบับใหม่ แต่บทเฉพาะกาลเราเขียนรองรับไว้ว่าเมื่อไม่มีรัฐบาลใหม่เขาเป็นรัฐบาลอยู่เดิมต้องรับผิดชอบให้บ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จนมีรัฐบาลใหม่มารับไม้ แล้วระหว่างนั้นจะใช้มาตรา 44 เพื่อเลือกตั้งไม่สุจริตไม่เป็นกลางหรือไม่นั้น ผมตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องมารยาททางการเมืองและสังคมต้องดูแล กฎหมายไม่มีทางที่จะเขียนบังคับได้ แต่ทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างไม่ให้เกิดความเสียหายกับส่วนรวมและประเทศเท่านั้น" นายชาติชาย กล่าว





