รถเบนซ์หรู สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ถูกโหมกระพือจนกลายเป็นประเด็นของความไม่เหมาะสมต่อการเสนอชื่อ"สมเด็จฯช่วง"
เมื่อรถเบนซ์โบราณในพิพิธภัณฑ์สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ถูกโหมกระพือจนกลายเป็นประเด็นของความไม่เหมาะสมต่อการเสนอชื่อ “ สมเด็จฯช่วง” เป็นสังฆราช ทำให้กรณีรถหรูจดประกอบเลี่ยงภาษี ถูก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เจ้ากระทรวงตราชั่ง จี้ถามไปยัง พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอว่าเหตุใดการสอบสวนนานกว่า2ปี ยังไม่แล้วเสร็จ ปล่อยให้ยืดเยื้อจนกลายมาเป็นปัญหาให้กับรัฐบาลชุดนี้อีกแล้ว โดยคำสั่งการอย่างเดียวของ “บิ๊กต๊อก” คือ ไปทำให้เสร็จ ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ถ้าผลสรุปมันจะต้องออกมาช่วงนี้ ก็ต้องออก
ก่อนนำเข้าสู่ประเด็นของเบนซ์คลาสสิคของสมเด็จฯช่วง "ขอย้อนรอย"ให้เห็นถึงรูปแบบการนำเข้ารถยนต์หรูของชนชั้นไฮโซ ซึ่งนิยมความหรูหรามีระดับ แต่ไม่อยากจ่ายภาษีแพง.ทำให้มีขบวนการลักลอบนำเข้ารถยนต์3รูปแบบหลัก หมุนสลับสับเปลี่ยนวิธีการไปมา ขึ้นอยู่กับการเข้มงวดตรวจจับของทางราชการ โดยมีเส้นทางนำเข้ารถยนต์จากประเทศในแถบยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งใช้รถพวงมาลัยด้านขวา เพื่อไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการย้ายพวงมาลัยให้เข้ากับสภาพการจราจรของเมืองไทย
กลุ่มแรก เป็นรถ “เกรย์มาร์เก็ต” ความหมายตรงตัวคือตลาดสีเทา. กลุ่มนี้จะมีคนไทยร่วมกับชาวต่างชาติ ทำใบอินวอยซ์ปลอม สำแดงราคาต่ำเกินจริง นำไปสู่ประเมินอัตราภาษีต่ำ เช่น.นำเข้ารถจากยุโรปที่ใช้สกุลเงินปอนด์หรือยูโร หรือญี่ปุ่นที่ใช้สกุลเงินเยน แต่ทำใบเสร็จ หรือใบอินวอยซ์ปลอมเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนต่างกัน ทำให้รถยุโรปหรูในตลาดเกรย์ ซื้อขายกันในราคาใกล้เคียงกับรถหรูในแบรนด์ประเทศญี่ปุ่นและเมื่อตรวจสอบย้อนกลับไปยังบริษัทผู้จำหน่ายรถยนต์ในประเทศต้นทาง ก็ได้คำยืนยันชัดว่าใบอินวอยซ์เป็นของปลอม
กลุ่มที่2 “รถนักเรียน ” เป็นการสวมใช้สิทธิจากนักเรียนไทยหรือคนไทยในต่างแดน ที่ได้สิทธินำเข้ารถยนต์ที่ใช้งานในต่างประเทศ โดยวิธีการนี้เสียภาษีแค่30% เพื่อนำเข้ารถยนต์ใหม่ที่สำแดงเท็จเป็นรถมือสอง เข้ามาขายในตลาดเกรย์มาร์เก็ตเช่นกัน แต่รูปแบบนี้มีข้อห้ามโอนเปลี่ยนมือเป็นเวลา3ปี ตลาดจึงจำกัดวงแคบอยู่กับกลุ่มลูกค้าเก่า ที่ไว้เนื้อเชื่อใจกันสูง
และกลุ่มที่3 “รถจดประกอบ” ซึ่งเรื่องแดงเอาเมื่อกลางปี2556จากเหตุไฟไหม้รถหรู6คัน.ในท้องที่ สภ.กลางดง จ.นครราชสีมา ขณะขนส่งไปจดทะเบียนที่จ.ศรีสะเกษ พิรุธสำคัญ คือ รถซุปเปอร์อย่างเฟอร์รารี่ ลัมโบกินี่ ที่ถูกไฟไหม้วอดติดตั้งถังแก๊ส แฉให้เห็นถึงกรรมวิธีในการทำเอกสารที่แยบยล สำแดงนำเข้าเป็นชิ้นส่วนอะไหล่. แต่รถที่นำเข้ามีเลขเครื่องยนต์ เลขตัวถัง และชุดเกียร์ เป็นซีรี่ย์เดียวกัน จึงชี้ชัดว่าเป็นการนำเข้ารถยนต์ทั้งคัน แต่ทำเอกสารสำแดงเท็จเพื่อเสียภาษีต่ำในอัตรา70%จากอัตราภาษีจริง300 %
ในขั้นตอนแจ้งจดทะเบียน ยังมีการวางถังก๊าซตบตา จดแจ้งว่าใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง เพื่อเลี่ยงไม่ไปสรรพาสามิตตรงดิ่งไปที่ขนส่งทางบกได้เลย โดยมีข้อมูลวงในให้ไปจดทดเบียนในกลุ่มจังหวัดที่มีการอำนวยความสะดวกให้เป็นพิเศษเช่น ศรีสะเกษ สระบุรี นนทบุรี เป็นต้น หลังได้แผ่นป้ายทะเบียน ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ เจ้าของรถยนต์จะถอดถังแก๊สออกและแจ้งยกเลิกการใช้ก๊าซ เพราะไม่มีรถซุปเปอร์คาร์หรือเบนซ์หรูคันใดใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน
ขณะที่เอกสารการจดประกอบก็เป็นหลักฐานส่วนหนึ่งที่มัดขบวนการฟอกรถ โดยพบว่า “อู่ประกอบรถ” ที่ระบุชื่อเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ในเอกสารสำแดงการนำเข้า ใช้เวลาประกอบรถซุปเปอร์คาร์จากชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆเพียง3-7วัน ซึ่งวิศวกรจากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ลงความเห็นว่า เป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ ที่ทำได้คงมีแต่ในภาพยนตร์แอ็คชั่นทริลเลอร์ ชุด เดอะฟาสต์แอนด์เดอะฟิวเรียส เร็ว แรง ทะลุนรก อีกทั้งในการตรวจค้นอู่ประกอบรถก็ไม่พบเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบรถ
ทั้งนี้ระเบียบที่เปิดให้สามารถนำเข้ารถจดประกอบ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2535 มีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้อให้กับการนำเข้าชิ้นส่วนรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบัส หรือรถยนต์เก่าที่คนไทยพอมีขีดความสามารถนำมาประกอบใช้งานในต่างจังหวัดได้ แต่ระเบียบและหลักเกณฑ์ดังกล่าว ถูกนำใช้นำเข้ารถยนต์หรู เพื่อเลียงการจ่ายภาษีให้กับประเทศ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎชัดว่า ระหว่างปี54-56มีการแจ้งนำเข้ารถจดประกอบมาถึง 6,575คัน ประเทศต้องสูญเสียรายได้ให้กับการนำเข้ารถยนต์เลี่ยงภาษีนับหมื่นล้านบาท ในเดือนมิ.ย.56 "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร " จึงมีคำสั่งห้ามจดทะเบียนให้กับรถยนต์ที่แจ้งนำเข้าเป็นรถจดประกอบ เฉพาะรถยนต์นั่งไม่เกิน7ที่นั่ง ถือเป็นการปิดช่องโหว่ของกฎหมาย เกี่ยวกับการนำเข้ารถจดประกอบเลี่ยงภาษี
แม้การนำเข้ารถจดประกอบจะ"ปิดฉาก"ลงไปแล้ว แต่การดำเนินคดีของดีเอสไอยังไม่จบ รถจดประกอบล็อตแรก548คัน ยังรอการประเมินภาษีส่วนที่ขาดจากศุลกากร เมื่อใดที่ระบุชัดเจ้าของรถต้องนำมาจ่ายให้ครบ มิเช่นนั้นจะถูกระงับทะเบียนและตามยึดรถ เพื่อดำเนินการตรวจสอบรถจดประกอบที่เหลืออีก6,027คัน ในจำนวนดังกล่าว มีเบนซ์คลาสสิค หมายเลขทะเบียน ขม99กรุงเทพฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งรถคันนี้มีชื่อสมเด็จฯช่วง เป็นผู้แจ้งครอบครอง ระบุชนิดเชื้อเพลิงเป็นก๊าซ สำแดงราคานำเข้าประมาณ1ล้านบาทเศษ ในการตรวจค้นตามหมายค้นไปยังสถานที่ที่จดแจ้งเป็นผู้นำเข้าตัวถังรถยนต์มีสภาพปิดร้าง. ผู้นำเข้าเครื่องยนต์เป็นร้านขายอะไหล่มือสองและอุปกรณ์ประดับยนต์ ส่วนอู่ประกอบรถแม้มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่มีสภาพเป็นเพียงอู่ซ่อมสีและตัวถัง
ขณะที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ ประสานมายังดีเอสไอเพื่อส่งมอบเอกสารการจดทะเบียนรถให้ตรวจสอบ รวมทั้งเปิดพิพิธภัณฑ์ให้สื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ว่า เบนซ์คลาสสิค ไม่ใช่รถหรู แต่เป็นรถยนต์เก่าอายุ 60-70 ปี ซึ่งสมเด็จฯช่วงมีดำริให้นำมาจัดแสดงให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีเครื่องใช้และของมีค่าอื่นๆจำนวนมาก อาทิ เรือ รถม้า รถสามล้อถีบ พร้อมยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สมเด็จฯช่วงไม่ได้เป็นผู้ซื้อรถยนต์คันนี้ แต่มีญาติโยมซื้อแล้วนำมาถวาย ซึ่งในชั้นนี้ยังขอปกปิดชื่อผู้ถวาย
นับถอยหลังอีกไม่ถึง30วัน ยังต้องติดตามว่าพยานบุคคลที่ดีเอสไอเรียกสอบ ผนวกเข้ากับพยานเอกสาร และการนำวิศวกรเข้าตรวจสอบสภาพทางกายภาพของเบนซ์คลาสสิค ภายในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำฯ จะได้ผลสรุปออกมาอย่างไร ส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความกระจ่างให้กับสังคมก่อนที่จะนำไปสู่การเสนอชื่อแต่งตั้งสังฆราช
โดยดีเอสไอจะตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริงเฉพาะประเด็นการนำเข้ารถเบนซ์คลาสสิคว่า เป็นการแยกชิ้นส่วนนำเข้าจริงหรือนำเข้าทั้งคันเพื่อเลี่ยงภาษี ,ราคา 1 ล้านบาทเศษที่สำแดงประกอบการประเมินภาษีตรงตามราคาแท้จริงหรือไม่ เอกสารต่างๆที่นำมายืนยันตั้งแต่การสำแดงนำเข้าไปจนถึงการจดทะเบียนใช้งานรถยนต์เป็นเอกสารจริงหรือทำปลอมขึ้น และอู่ประกอบรถในเมืองไทยมีขีดความสามารถในการประกอบเบนซ์คลาสสิคอายุกว่า 60 ปี ที่ถูกถอดชิ้นส่วนบรรทุกลงเรือมาได้จริงหรือไม่
ซึ่งในประเด็นเหล่านี้หากผลการตรวจสอบพบความผิด ผู้ซื้อหรือผู้ครอบครองมือสุดท้ายได้รับความคุ้มครองตามหลักบริสุทธิ์เพราะย่อมไม่รู้ว่าผู้ขายมีวิธีการนำเข้าอย่างไร แต่สิ่งที่ผู้ซื้อและผู้ครอบครองมือสุดท้ายต้องรับผิดชอบ คือชำระภาษีในส่วนที่ชำระไว้ขาด แล้วไปฟ้องแพ่งไล่เบี้ยเอากับผู้ขาย
ส่วนประเด็นในทาง"ธรรม "เป็นหน้าที่ของมหาเถระสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ต้องนำไปพิจารณาดำเนินการ เพราะการตกเป็นประเด็นวิพากษ์ในสังคมวงกว้างเช่นนี้ อาจเป็นภาวะ “ ไร้ซึ่งสโมสรศรัทธา ต่อตำแหน่งประมุขสงฆ์เสียแล้ว”
และหากนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน คำวิจารณ์ถึงพฤติการณ์การรับของผิดกฎหมายไว้ในความครอบครองของสงฆ์ แล้วไม่ส่งคืนให้ทางราชการ ถือว่ายินดีรับไว้ ในทางสงฆ์เทียบเคียงได้กับการรับของโจรของฆราวาส ซึ่งต้องปราชิก สิกขาบท ถูกปรับให้อาบัติ สถานการณ์ของพระเถระผู้ใหญ่ยิ่งมีแต่ลบ





