วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เจตนารมณ์ 4 ปมร้อนรธน. 'หลักการ'ในมุมมอง กรธ.

อุดม รัฐอมฤต :หากเราบอกว่าคนที่มาเป็นนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ถามว่าถ้าเขาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วเขาไม่ลงเลือกตั้งเขาเป็นได้หรือไม่

ใกล้เข้ามาทุกขณะที่จะได้เห็นหน้าตาของร่างรัฐธรรมนูญในร่างแรกซึ่งร่างโดย “21 คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” จากนี้ยังคงเหลือในส่วนของบทเฉพาะกาล ซึ่งคาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน ม.ค.

สำหรับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญนั้น นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. เปิดเผยกับ“กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ช่วงนี้จัดทำหลักการสำคัญเสร็จสิ้นหมดแล้ว คงจะมีแค่การขัดเกลาภาษาหรือการเชื่อมโยงในบางเรื่อง เนื่องจากกรธ.มีแนวทางว่าจะไม่เขียนให้ยืดเยื้อ ฉะนั้นบางเรื่องที่สามารถเขียนให้กระชับได้หรือตัดออกเพื่อไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกหรือนำมารวมกันในมาตราเดียวกันได้ก็จะพยายามเพื่อให้มีความเป็นระบบ

“คนมักจะถามว่าการแก้ปัญหาที่เรามีอยู่เดิมจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่ที่การประเมินสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในอดีตและปัจจุบันว่าอย่างไร หลายเรื่องก็ประเมินว่ามันเกิดจากกลไกทางกฎหมายบางเรื่องที่มันไม่เดินประกอบกับกลไกทางกฎหมายบางเรื่องที่จะยังไม่มีจินตนาการเพียงพอที่จะหาทางออก เราจึงพยายามไปปลุกให้องค์กรเหล่านั้นทำหน้าที่ไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ”

หลักการของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 นั้น การมีองค์กรอิสระก็เหมือนกันคือ เรามองว่าการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารเป็นการเมืองที่รวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียว จึงทำให้ระบบการตรวจสอบในทางการเมืองไม่สามารถตรวจสอบกันได้ เมื่อตรวจสอบไม่ได้เรื่องจะไปถึงศาล หรือกลไกอย่างอื่นที่จะมาควบคุมก็จะทำไม่ได้

ดังนั้นตั้งแต่ปี 2540-2550 จึงสร้างกลไกองค์กรอิสระขึ้น เพียงแต่ว่าองค์กรอิสระถ้าทำหน้าที่ได้เราก็วางใจได้ในระดับหนึ่งว่าสิ่งที่เราคิดว่าเขาควรจะต้องดูมันก็ควรจะต้องเดินไป เราไม่ได้ไปเคร่งครัดว่านักการเมืองจะต้องกลัวการคอร์รัปชัน แต่เป็นภาพที่เราเห็นโดยทั่วๆ ไป

“ในทางกฎหมายอำนาจที่ขาดการควบคุมก็จะทำให้สามารถทำอะไรได้ตามใจอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะเสียหายมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าสังคมของเราเป็นสังคมที่ปล่อยวางหรือไม่ ในอดีตต้องยอมรับว่าเราค่อนข้างที่จะปล่อยวางพอสมควร ตรงนี้จึงเป็นที่มาของฟังก์ชันต่างๆ ที่เราวางไว้”

นายอุดม ยอมรับว่าที่ผ่านมาบางส่วนอาจมองว่าศาลรัฐธรรมนูญสองมาตรฐาน เป็นคนของพรรคนั้นพรรคนี้ ตรงนี้กรธ.จึงมาหาวิธีตั้งแต่เริ่มต้นที่การคัดสรรบุคคล ซึ่งเราปฏิเสธรูปแบบการยึดโยงกับประชาชนแบบส.ส.เพราะว่าถ้าการเมืองยึดโยงแบบนั้น เราจะหาคนที่เป็นอิสระจริงๆ ยากเพราะทุกคนก็จะไปจับกลุ่มการเมือง ใครจะถูกเลือกก็จะมีการเมืองที่เป็นหลัก ดังนั้นคนที่จะมาตรวจสอบก็ทำได้ยาก

ขณะเดียวกันก็ไม่ได้วางใจในระบบสรรหาเสียที่เดียว กรธ.จึงพยายามที่จะดูว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้คนที่ถูกสรรหาขึ้นมากลายเป็นกลุ่มเป็นพวกซึ่งคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเปิดช่องให้สังคมเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ที่ถูกเลือกเข้ามามากขึ้น แทนที่จะปล่อยให้กลุ่มคน 10 คนมานั่งเลือกเข้ามา

ในส่วนกลไกการตรวจสอบนั้น เดิมทีเรายกหน้าที่นี้ไปให้ “วุฒิสภา” ซึ่งกลไกตรงนี้ก็ว่าด้วยพยานหลักฐาน การที่จะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะก้าวล่วงเข้าไปตรวจสอบได้ก็ต้องมีกระบวนการขึ้นมาก่อน หรือเบื้องต้นก็มีหลักฐานแล้วว่าผู้นั้นไปทำอะไร จริงอยู่ในอดีตที่มีเรื่องของการตีความซึ่งศาลรัฐธรรมนูญอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเลือกที่จะขายอำนาจของตนเอง ซึ่งก็ต้องมานั่งดูว่าอะไรที่จะเป็นตัวไปคานกลไกเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไปยุบองค์กร

0 ศาลวินิจฉัยมาตรา7อุดช่อง

ในส่วนของบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยในกรณีการยึดประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเดิมนั้น นายอุดม อธิบายว่า จริงอยู่การมีมาตรา 7 ทำให้คนเอาไปอ้างว่าเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนไว้ ก็จะเกิดการตีความหรือทำอะไรไปทางโน้นทางนี้ แต่ถามว่ากฎหมายที่เขียนไม่สมบูรณ์หรือไม่ได้เขียนถึงนั้นแล้วตกลงเราจะใช้กติกาอะไร

  “ถ้าถามว่ามาตรา 7 คืออะไรทางกฎหมาย ก็คือวิธีการอุดช่องว่างของกฎหมาย เพราะเวลาเราถกเถียงกันว่าเมื่อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสูงสุดในการใช้อำนาจไม่มี ตกลงเราควรจะเดินไปทางไหนกัน ใครที่จะเป็นคนมาบอก”

การที่เราย้ายมาตรา 7 ไปอยู่ในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อะไรอื่น ถ้าไปอ่านในข้อความจะบอกว่า กรณีของการใช้กฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลจะใช้ให้ใช้ตามตัวอักษร และให้ไปดูตามเจตนารมณ์ แต่ถ้าตีความตามกฎหมายไม่ได้จะทำอย่างไร ตรงนี้เราจึงไปเสริมในกรณีที่ไม่สามารถตีความตามกฎหมายได้ ให้ใช้จารีตการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

“บทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญคือ มีหน้าที่วินิจฉัยในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติทั้งส่วนที่เป็นสาระที่เขียนไว้ชัดเจน แต่อะไรก็ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่ชัดเจน ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความ อำนาจตีความก็เป็นอำนาจขององค์กรที่จะเป็นคนวินิจฉัย เดิมที่มาตรา 7 ไม่มีอำนาจอะไรในการตีความ ดังนั้นในประเด็นนี้จึงไม่มีอะไรใหญ่โต แต่เป็นเพียงวิธีการที่เราเขียนให้ชัดเจนขึ้น”

0เปิดชื่อนายกฯสกัด“ไอ้โม่ง”

ส่วนประเด็นเกี่ยวการให้พรรคการเมืองเสนอชื่อนายกฯ 3 คน เพื่อให้ประชาชนทราบก่อนที่จะมีการเลือกตั้งนั้น นายอุดม อธิบายถึงหลักการของประเด็นนี้ว่า เราต้องการสนับสนุนหลักการในระบบพรรคหรือไม่ ถ้าต้องการสนับสนุนระบบพรรคการ ที่เราระบุให้ส.ส.ต้องสังกัดพรรค การที่จะสรรหาบุคคลมาให้ประชาชนเลือก พรรคต้องพิจารณาความเหมาะความควรถึงนโยบายพรรค การที่ระบุให้ต้องมีการเสนอชื่อนายกฯ 3 คน ก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร การที่บอกว่าทุกพรรคที่เข้ามาจะเสนอชื่อหัวหน้าพรรคก็ไม่ใช่เช่นนั้น อันที่จริงหลักการของเรานั้นป้องกัน “ไอ้โม่ง” ด้วยซ้ำไป

“สิ่งที่เราติดใจว่านายกฯต้องมาจากส.ส. ถามว่ามันคืออะไร จุดประสงค์อย่างเดียวคือกลัวทหาร กลัวคนที่มีอิทธิพลจะมาเป็นนายกฯ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีฐานทางทฤษฎีอะไรต่างๆ เลย เพราะท้ายที่สุดหากเราบอกว่าคนที่มาเป็นนายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง ถามว่าถ้าเขาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วเขาไม่ลงเลือกตั้งเขาเป็นได้หรือไม่”

0 บัตรใบเดียวทุกคะแนนมีความหมาย

ประการถัดมาคือ การเลือกตั้งโดยใช้ระบบบัตรเดียวนั้น อันที่จริงหลักการจัดสรรปันส่วนผสมก็คือระบบสัดส่วน ที่ทำให้คะแนนทุกคะแนนของประชาชนไม่เสีย ระบบสองบัตรมีการแปลกแยกอยู่บางอย่างคือ ถ้าเขาเลือกคนจากพรรคหนึ่งเลือกพรรคอีกพรรคหนึ่ง ถามว่าคะแนนจะไปอย่างไร

“ระบบในปี 2540 ทำให้คนได้สองเด้งคือ ได้ทั้งเขตและได้ทั้งในระบบสัดส่วน ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ระบบของเรา คนเดียวก็คือคะแนนเดียวเท่ากันหมดทุกคน และการตัดสินใจที่จะมาเป็นผู้แทน ทุกคนมีสิทธิที่จะได้ผู้แทนเพียงแต่สัดส่วนจะต้องน้อยกว่าระบบเขต ดังนั้นระบบสัดส่วนจะทำให้เห็นว่าเกิดความเป็นธรรมอย่างไร การคิดระบบนี้จึงเป็นการคิดให้เกิดความสมดุลของเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง”

0 ส.ว.เลือกไขว้ปลุกทุกอาชีพมีสิทธิ

ส่วนเรื่องที่มาส.ว.นั้น ถ้าจะถามว่า ทำไม่เราไปคิดที่มาส.ว.เช่นนั้น ต้องถามว่าชาวบ้านถ้าจะเข้ามาในวงการเมือง ไปสมัครแบบเดิมคุณจะได้เข้าหรือไม่ ต้องถือว่าโอกาสยากมากเพราะคุณยังไม่ได้อยู่ในศูนย์กลางของอำนาจ ไม่ได้อยู่กับพรรคการเมือง ไม่ได้อยู่กับคนเด่นดัง ดังนั้นการเลือกไขว้กันเอง 20 กลุ่มจะเป็นโอกาสที่จะทำให้ทุกอาชีพตื่นตัวในการที่จะมาลงสมัครมากขึ้น แทนที่ทุกคนจะบอกว่ามีคนมาสมัครไปเลือกเขา ก็เคยเป็นว่า คุณลงสมัครไปเลยถ้าประสงค์ที่อยากจะเห็นการเห็นการเปลี่ยนแปลง

  “ในระบบนี้เราต้องการปลุกให้คนที่อยู่ในกลุ่มต่างๆ 20 กลุ่ม ซึ่งเราคิดว่าครอบคลุมทุกอาชีพทุกสถานภาพ ทุกความรู้ ทุกความเชี่ยวชาญ ทุกมุมมอง ให้มาอยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ที่สำคัญคือวุฒิสภาจะไม่ใช่สภาพี่เลี้ยงอีกต่อไป”