“มหาดไทย”เดินหน้าเร่งรัดออกโฉนดที่ดิน หวังเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจ ลดเหลื่อมล้ำ ตั้งเป้าปี 59 ออกโฉนด 1.8 แสนแปลง
นายชยพล ธิติศักดิ์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะโฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในเรื่องการคุ้มครองสิทธิการถือครองที่ดินของประชาชนว่า กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินโครงการ “ลดความเหลื่อมล้ำ แบ่งปันความสุข”เพื่อตอบสนองตามนโยบายรัฐบาลจึงกำหนดการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้ประชาชน จำนวน 180,000 แปลงภายในปี 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ให้ประชาชนได้มีกรรมสิทธิ์ในการครอบครองใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้อง ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.เอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยในเรื่องการออกหนังสือเอกสารสิทธิในที่ดินที่มีปัญหาข้อผิดพลาดในการดำเนินการที่เกิดขึ้นในอดีต
“กระทรวงมหาดไทยได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับดูแลการปฏิบัติงานของสำนักงานที่ดินทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการทำงานที่โปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย อย่าให้มีข้อผิดพลาดทั้งด้านเทคนิคและการทำงานของเจ้าหน้าที่ ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามกรมที่ดินเร่งรัดการดำเนินการออกโฉนดที่ดินที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎหมาย สามารถนำไปเป็นหลักประกันในการสร้างรายได้และอาชีพของแต่ละครอบครัว”
ตั้งเป้าปี59ออกโฉนด1.8แสนแปลง
สำหรับการออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน แบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ 1.การออกโฉนดที่ดินโดยวิธีเฉพาะราย เป็นกรณีที่เจ้าของที่ดินจะต้องไปยื่นคำขอที่สำนักงานที่ดินท้องที่โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรังวัดอย่างน้อย 3,000-5,000 บาท แล้วแต่ขนาดและสภาพของพื้นที่
และ 2.การออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการเดินสำรวจ เป็นกรณีที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดินจัดส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางเข้าไปดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนจะเสียค่าใช้จ่ายเพียงแปลงละ 100 กว่าบาทเท่านั้น
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า สำหรับในปี 2559 กระทรวงมหาดไทยมีเป้าหมายที่จะเร่งรัดออกโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนจำนวน 180,000 แปลง นอกจากนี้ประชาชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กรมที่ดินมีเป้าหมายการออกโฉนดที่ดินจำนวน 4,500 แปลง
ส่วนการดำเนินตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ได้ปรับลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิอสังหาริมทรัพย์ โอน ขายและจำนอง จาก 2% เป็น 0.01% และขยายเวลาการให้บริการประชาชน เพิ่มขึ้นวันละ 1 ชั่วโมง คือ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น. เป็นระยะเวลา 6 เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.2558-28 เม.ย.2559
“ที่ผ่านมามีประชาชนให้ความสนใจมาขอรับบริการเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินทุกแห่งได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชนในการใช้บริการของภาครัฐ”
ทั้งนี้ประเด็นสำคัญคือที่ดินต้องมีผู้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ เป็นที่ดินที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎหมายคือ ต้องไม่เป็นที่ดินหวงห้ามต่างๆ เช่น ที่สาธารณประโยชน์ ที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เป็นต้น โดยในการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน กรมที่ดินมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า นับแต่นี้ต่อไปโฉนดที่ดินที่จะถึงมือประชาชนจะต้องมีคุณภาพที่ดี มีความถูกต้อง
ในส่วนของการกำหนดแนวทางมาตรการให้กรมที่ดินได้ยึดถือปฏิบัติมีดังนี้ มาตรการด้านเทคนิค ด้วยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการทำแผนที่มากำหนดพื้นที่ที่จะเข้าดำเนินการเดินสำรวจ โดยกำหนดพื้นที่เป็นระวางนำข้อมูลพื้นที่ดังกล่าวมาจัดทำเป็นแผน เสนอให้คณะกรรมการระดับจังหวัดพิจารณา มีตัวแทนภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความเห็นชอบกับแผนดำเนินการดังกล่าว ถือเป็นการป้องกันมิให้มีการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของรัฐได้ มาตรการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในการกำหนดพื้นที่ที่จะทำการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จะมีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่พิจารณา
รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในส่วนขององค์ประกอบของคณะกรรมการ กระทรวงมหาดไทยได้ปรับปรุงเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการกำหนดพื้นที่ กำหนดให้มีผู้แทนคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด ผู้แทนหอการค้าจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ตลอดจนตัวแทนชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้ดูแลพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน
นอกจากนี้ยังกำหนดแนวทางให้คณะกรรมการหมู่บ้านเข้าร่วมตรวจสอบอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อพิสูจน์ผู้ที่มานำเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเป็นเจ้าของผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่แท้จริงหรือไม่ แล้วจะมีการปิดประกาศไว้ในตำบล และหมู่บ้านในพื้นที่เป็นเวลา 30 วัน ก่อนที่จะออกโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องขอ ถือเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนได้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ ในรูปแบบ ประชารัฐ อันเป็นรากฐานส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มีการออกเอกสารสิทธิทับที่ดินของบุคคลอื่นเหมือนดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
รัฐยัน"วันแม็พ”ไม่กระทบประชาชน
ด้านพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1:4000 หรือ วันแม็พ ว่า เป้าหมายของการจัดทำ วันแม็พ คือการนำเอาเส้นแบ่งเขตแผนที่ที่ไม่ตรงกันของหน่วยงานรัฐมาทำให้เป็นเส้นเดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินทับซ้อน การทุจริต ผลประโยชน์ การใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นปัญหามาโดยตลอด
ในการดำเนินงานระหว่างนี้เป็นเพียงระยะเริ่มต้นที่แต่ละหน่วยงานจะนำแผนที่ของตนมาบูรณาการจัดทำแผนที่ใหม่ในมาตราส่วนเดียวกันคือ 1:4000 เป็นแผนที่เดียว ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน จึงไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกกังวล ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน หรือทำให้การดำเนินงานเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นปัญหาต้องหยุดชะงักลง เช่น การออกโฉนดให้กับพื้นที่ที่ถูกต้อง
ทั้่งนี้เมื่อได้แผนที่มาตรฐานเดียวกันแล้ว คณะอนุกรรมการด้านเทคนิค 5 คณะ ซึ่งประกอบด้วยหลายหน่วยงาน จะลงไปสำรวจข้อมูลจริง ตรวจสอบกฎหมาย และรายละเอียดของแผนที่อีกหลายขั้นตอน เพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยหากพบว่าพื้นที่ใดมีปัญหาทับซ้อนให้ชะลอการดำเนินงานออกไปก่อน จนกว่าคณะทำงานจะได้ข้อยุติ และนำเสนอ ครม.พิจารณาโดยละเอียดอีกครั้ง
“นายกฯ เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชน ไม่ทำให้เขาเดือดร้อน โดยได้กำชับให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เร่งตรวจสอบว่า ขณะนี้มีพื้นที่ใดที่ยังมีการออกโฉนดค้างอยู่ โดยเฉพาะในบริเวณที่ไม่มีปัญหาเรื่องที่ดินทับซ้อนให้ดำเนินการตามภารกิจและกฎหมายที่มีอยู่ต่อไป ส่วนพื้นที่ใดที่มีปัญหาให้รอผลการพิจารณาก่อน ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดการที่ดินให้เป็นระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และสร้างสมดุลย์ระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”





