“ประชาธิปัตย์-สุขุมพันธุ์”จะรับผิดชอบต่อ 1.2 ล้านเสียงอย่างไร เพราะทุกการกระทำกระทบฐานเสียงในกรุงเทพฯแน่
"ผมเป็นคนของพรรค ผมรักพรรค ผมเคยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อพรรค ผมจะไปไหนครับ ถ้าผมออกจากพรรคประชาธิปัตย์ คือผมเลิกการเมืองครับ ผมไปอยู่กับหลานครับ อย่าดูถูกกู เพราะกูคือคนของพรรคประชาธิปัตย์" สิ้นเสียงการปราศรัยหาเสียงของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่8กุมภาพันธ์2556ในเวทีเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. 3มีนาคม2556ที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดครั้งหนึ่ง
เป็นเสียงตอบโต้กระแสข่าวในช่วงนั้นว่า“สุขุมพันธุ์” จะลงรับสมัครเลือกตั้งในนามอิสระ หรือเป็นตัวแทนจากพรรคอื่น ภายหลังดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ผ่านมาเเล้ว1สมัย
แต่มาวันนี้ใครจะเชื่อว่า สายสัมพันธ์แห่งประชาธิปัตย์กับสุขุมพันธุ์ได้แตกหักจบสิ้นลง เมื่อ"จุติ ไกรฤกษ์" เลขาธิการพรรคพร้อม"องอาจ คล้ามไพบูลย์" รองหัวหน้าพรรค ออกมาแถลงข่าวประกาศตัดขาดความรับผิดชอบต่อม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ในการทำหน้าที่ผู้ว่าฯกทม หลังจากนี้เป็นต้นไป ซึ่งกลายเป็น"ตรายาง"ที่ออกมาตอกย้ำกระแสที่ออกมาจากกรรมการบริหารพรรค มีมติไม่เป็นทางการขับ"สุขุมพันธุ์" พ้นจากสมาชิกภาพว่าเป็น"ข่าวจริง"
เป็นศึกในที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในรอบหลายปีของประชาธิปัตย์ท่ามกลางแรงเสียดทานในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญเพราะการตัดสินใจครั้งนี้ได้ส่งแรงกระเพื่อมในตัวประชาธิปัตย์และสุขุมพันธุ์ในทางการเมืองทุกมิติโดยภายหลังประชาธิปัตย์ทิ้งระเบิดลูกใหญ่ใส่ศาลาว่าการเสาชิงช้าจะรอดูท่าที“สุขุมพันธุ์”ภายหลังเดินทางกลับมาจากไปราชการต่างประเทศที่กรุงลิสบอนและเมืองปอร์โตสาธารณรัฐโปรตุเกสในวันที่23มกราคมเพื่อลงนามความตกลงการสถาปนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างกทม.กับกรุงลิสบอนซึ่งเชื่อว่าว่า"สุขุมพันธุ์" น่าจะเรียกประชุมทีมงานเพื่อกำหนดจุดยืนทางการเมือง หลังประชาธิปัตย์ตัดขาดอย่างไร้เยื้อใย
แน่นอนว่า1ปีที่เหลือจะเป็นโอกาสสุดท้ายของ"สุขุมพันธุ์" ในการเคลียร์ข้อกล่าวหาความไม่โปร่งใสของกทม. และจะเป็น1ปีสุดท้ายในการสร้างต่อยอดโอกาสทางการเมืองภายหลังหมดวาระเพราะกว่า7ปีในเก้าอี้ผู้นำเมืองสุขุมพันธุ์ได้ร่วมงานกับข้าราชการที่ส่วนใหญ่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาน้ำท่วมการพัฒนาเมืองระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้ก็พร้อมเข้าสนับสนุนสุขุมพันธุ์ทุกรูปแบบกลายเป็นการเตรียมสะสม"ขุมกำลัง" หากมีการตัดสินใจออกมาตั้งพรรคการเมือง ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่สุขุมพันธุ์จะออกมาประทับ"ตรายาง"กระแสที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่าเป็นจริงหรือไม่
ระหว่างนี้คงจะได้เห็นประชาธิปัตย์ออกมาเล่นบท"ฝ่ายค้านกทม." เดินหน้าตรวจสอบโครงการในการบริหารของสุขุมพันธุ์ทั้งหมดในปีสุดท้ายอย่างเต็มตัว ก็จะเป็นการตัดเกมเพื่อ"ดิสเครดิต"สุขุมพันธุ์พร้อมตั้งท่าโจมตีบุคคลใกล้ชิดสุขุมพันธุ์ในตำแหน่งทางการเมืองทั้ง"อมร กิจเชวงกุล" และ"จุมพล สำเภาพล" สองรองผู้ว่าฯกทม.เพื่อตัดอนาคตทางการเมืองไปด้วยเพราะหลายข้อกล่าวหาโครงการทุจริตที่"วิลาศ จันทร์พิทักษ์" จุดพลุขึ้นมา ขณะนี้อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเรียบร้อย ซึ่งระเบิดลูกนี้ยังได้สะเทือนต่อการตัดสินใจอนาคตของ"ผุสดี ตามไท" กับ"อัศวิน ขวัญเมือง" สองรองผู้ว่าฯกทม.โควต้าประชาธิปัตย์รวมถึง"อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.ว่าจะเลือกพรรคหรือสุขุมพันธุ์ โดยเฉพาะ"ผุสดี"ที่มีกระแสออกว่าถ้าไม่เลือกพรรคก็มีความเป็นไปได้สูงจะถูกตัดทิ้งในรายชื่อส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ในการเลือกตั้งใหญ่ครั้งต่อไป
กว่า10ปีที่ประชาธิปัตย์ถืออำนาจในศาลาว่าการกทม.การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งต่อไปจะเป็นงานหนักมากกว่าทุกครั้งในการสลัดภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลที่บกพร่องเพราะการตัดสินใจทิ้ง"สุขุมพันธุ์"ไว้กลางทางจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะนำมาโจมตีสะท้อน"ความไม่รับผิดชอบ"คนของตัวเอง
ยิ่งถ้าเพื่อไทยเลือกส่ง"พล.ต.อ.พงศ์พัฒน์ พงษ์เจริญ" ลงมาสู้กับประชาธิปัตย์อีกครั้ง ถึงแม้จะเคยพ่ายแพ้"สุขุมพันธุ์" แค่178,450เสียงแต่ยังมีคำถามถึง"ที่มา" ของคะแนนกว่าล้านเสียงว่ามาจาก“ตัวสุขุมพันธุ์” หรือมาจากความนิยมพรรคหรือมาจากเสียงที่ยอมเลือกประชาธิปัตย์เพื่อไม่เอา “เพื่อไทย”ก็ตาม ก็จะเป็นโอกาสที่“เพื่อไทย”จะเข้ามามีบทบาทในกทม.สูงเช่นกัน
การออกมาไล่ผู้สมัครจากประชาธิปัตย์ครั้งนี้ เป็นการลด"ต้นทุน" ทางการเมืองของสุขุมพันธุ์ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ในวาระที่เหลืออยู่ก่อนหมดสมัยในเดือนมีนาคม2560แต่อีกด้านได้สะท้อนต่อ"การบริหาร" ภายใน โดยเฉพาะการประเด็น"ลอยแพ" ยังมีคำถามจากสังคมว่าเป็นการตัดความรับผิดชอบต่อ1,256,349เสียงที่เลือกสุขุมพันธุ์กลับมาเป็นผู้ว่าฯกทม.สมัยสอง และจะเป็นมาตรฐานเดียวกันกับ“ทุกเวทีการเลือกตั้ง”ในประเทศด้วยหรือไม่
“ประชาธิปัตย์-สุขุมพันธุ์”จะรับผิดชอบต่อ 1.2 ล้านเสียงอย่างไร เพราะทุกการกระทำจาก“ประชาธิปัตย์”และ “สุขุมพันธุ์”หลังจากนี้ ย่อมมีผลต่อคุณค่า“เสียงประชาชน”ทั้งสิ้น





