สนช.ผ่านกฎหมายเก็บภาษีนิติบุคคล20% จากเดิมเก็บอัตรา30% เหตุเศรษฐกิจยังเปราะบาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่...) พ.ศ.... (มาตรการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นการถาวร)ในวาระรับหลักการ โดยมีสาระสำคัญ คือ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร เพื่อลดอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ (แก้ไขเพิ่มเติม (2)(ก)ของบัญชีอัตราภาษีเงินได้ท้ายหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร )
โดยปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจากอัตราร้อยละ 30 ของกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กำหนดให้การลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 ม.ค.2559 เป็นต้นไป และกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพ.ร.บ.นี้
นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า การลดการจัดเก็บด้วยมาตรการนี้จะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริม การลงทุน นอกเหนือไปจากการลงทุนในภาครัฐ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะลดอัตราการจัดเก็บ แต่จะไม่มีผลกระทบในภาพรวม เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังวางระบบการจัดภาษีใหม่เพื่อลดช่องโหว่บางประการที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สามารถขยายฐานการจัดเก็บได้มากขึ้นและลดการรั่วไหลให้น้อยลง เช่น การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการ เป็นต้น
"ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางอยู่อย่างนี้การไปเพิ่มอัตราอากรจะเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยง จะทำให้ภาวะเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงมากกว่าเดิม รัฐบาลจึงเลือกวิธีการปรับวิธีการจัดเก็บภาษีแทน"นายวิสุทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกได้อภิปรายสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเห็นว่า เป็นกฎหมายสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจและเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และได้ลงมติรับหลักการในวาระแรกด้วยคะแนน 161 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนน 1
ทั้งนี้พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร ได้เสนอให้มีการพิจารณา 3 วาระรวด เนื่องจากมีเพียงไม่กี่มาตรา ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณาในวาระ 2 และลงมติในวาระ 3 เห็นชอบด้วยคะแนน 160 เสียง งดออกเสียง 3 ไม่ลงคะแนน 2 เสียง ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป





