วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมัชชาพระนิสิตแถลงการณ์กรณี'สมเด็จพระสังฆราช'

สมัชชาพระนิสิตฯ ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้กลุ่มบุคคลที่แอบอ้างทั้งหมด ยุติการคุกคาม ข่มขู่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่"สมเด็จพระสังฆราช"

พระมหาศิริศักดิ์ สิริวุฑฺฒิปญฺญาเมธี รองประธานสภานิสิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาเขตขอนแก่น กล่าวว่า สภานิสิตมจร วิทยาเขตขอนแก่น และสมัชชาพระนิสิตพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมกันออกแถลงการณ์ เพื่อเรียกร้องให้กลุ่มบุคคลที่แอบอ้างทั้งหมด ยุติการคุกคาม ข่มขู่ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชและกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อให้พระพุทธศาสนามัวหมอง สืบเนื่องมาจากวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา มหาเถรสมาคม(มส.)ได้ประชุมวาระพิเศษ เรื่องการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะ ให้นายกรัฐมนตรีเสนอทูลเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20

โดยในที่ประชุมมส.มีมติเสนอสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตามมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่งในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกฯโดยความเห็นชอบของมส. เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” ซึ่งมติมส.ดำเนินตามขั้นตอนไม่ได้ขัดกับมาตรา 7 ทั้งนี้ เมื่อมส.มีมติแล้วคนนอกไม่มีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงมติมส.ได้เพราะเป็นไปตามกฎหมายโดยชอบธรรม แต่ปรากฏว่ามีผู้ออกมาคุกคามและคัดค้านให้ชะลอการเสนอชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นระยะ

พระมหาศิริศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ดังนั้น สภานิสิตฯและสมัชชาพระนิสิตฯ จึงขอเรียกร้องดังต่อไปนี้ คือ 1.ให้นายกฯ โดยความเห็นชอบของมส.เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป 2.ให้นายกฯ ทำตามหน้าที่และขั้นตอนที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและจารีตประเพณี 3.ให้ทำตามมติมส.เพราะเป็นไปตามกฎหมายโดยชอบธรรม 4.ให้รัฐบาลปราบอลัชชีที่สร้างความแตกแยกให้พระศาสนา และ5.หากการสถาปนาไม่เป็นไปตามกฎหมายและจารีตประเพณี สภานิสิตฯและสมัชชาพระนิสิตฯ พร้อมออกมาแสดงพลังสังฆามติร่วมกับศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย(ศพศ)ต่อไป

พระเมธีธรรมาจารย์(ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศพศ กล่าวว่า การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่อดีตทั้ง 19 พระองค์แม้กฎหมายคณะสงฆ์ในสมัยก่อนยังเขียนไม่ชัดเจน เหมือนพ.ร.บ.คณะสงฆ์พศ.2505ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 แต่ก็ยังมีการสถาปนา เพราะยึดตามธรรมเนียมโบราณราชประเพณี ทั้งนี้ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในรัชสมัยรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 แม้กฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช จะต้องสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์ก็ตาม แต่ที่ทรงปฏิบัติมาก็ได้ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์มาโดยตลอด

เช่น การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19 ทรงสถาปนาสมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราช ในวันที่ 21 เมษายน 2532 (เป็นสมเด็จพระราชาคณะปี 2515) มีอายุพรรษาในขณะนั้น 75 ปี ซึ่งในขณะนั้นตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ต้องเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุดขึ้นทูลเกล้า และสมเด็จพระราชาคณะที่มีพรรษาสูงสุดคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์(อาจ)วัดมหาธาตุ(เป็นสมเด็จพระราชาคณะปี 2528) ท่านมีอายุพรรษา 85 ปี ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแม้กฎหมายในขณะนั้นยังไม่ระบุให้เสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่คณะสงฆ์ก็ยึดตามธรรมเนียมประเพณีมาโดยตลอด