วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยาหอม...เป็นพิษ

18 ประเด็น ดูเหมือนว่า"ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ" จำกัดการกีดกันเสรีภาพประชาชนอย่างน้อยที่สุด เหมือนกับโปรยยาหอมให้"ปวงชนชาวไทย" สูดดมได้ชื่นใจ

ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่“กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ”เขียนเพื่อนำไปรับฟังความคิดเห็นของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประชาชน ได้ผ่านบทบัญญัติหมวดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยแล้ว 

โดยสาระสำคัญ กำหนดให้ปวงชนชาวไทยทุกคน มีสิทธิ และ เสรีภาพอย่างเต็มที่ภายใต้อาณาเขตของประเทศไทย ตราบใดที่การใช้สิทธิและเสรีภาพนั้นไม่เป็นการฝ่าฝืนตัวบทของกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ปัจจุบัน 

เว้นแต่การมีสิทธิและใช้เสรีภาพ18ประเด็นที่ถูกกำหนดขอบเขต คือ การห้ามเลือกปฏิบัติ, เสรีภาพในชีวิตและร่างกายที่ถูกจำกัดตามคำสั่งศาล, การรับโทษในคดีอาญาที่เป็นธรรม, ถูกเกณฑ์แรงงานเท่าที่กฎหมายกำหนด, การนับถือศาสนาและประกอบศาสนกิจที่ไม่กระทบความมั่นคงและความสงบ, ห้ามละเมิดความเป็นส่วนตัวเว้นแต่เพื่อประโยชน์สาธารณะ, การจำกัดเสรีภาพแสดงความเห็นเพื่อป้องกันความเกลียดชังแตกแยก 

เสรีภาพสื่อมวลชนตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ, การติดต่อสื่อสารอย่างอิสระ, สิทธิในทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ที่จะได้คืนจากการเวนคืนโดยรัฐ, การเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่, สิทธิของคนสัญชาติไทย, ประกอบอาชีพ, การร้องทุกข์-ฟ้องรัฐ, การรวมตัวของบุคคล, สิทธิร่วมกับองค์กรรัฐเพื่อพัฒนาพื้นที่, สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ

ตาม 18 ประเด็นที่ว่าดูเหมือนว่า “ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” จำกัดการกีดกันเสรีภาพประชาชนอย่างน้อยที่สุด ซึ่งเหมือนกับโปรยยาหอมให้ “ปวงชนชาวไทย” สูดดมได้ชื่นใจ 

แต่เมื่อพิจารณาถึงตัวเนื้อหาที่เขียนไว้ พบเงื่อนไขห้ามใช้สิทธิ-เสรีภาพ ซึ่งโยงการกระทำต้องห้าม3ประเด็น คือ กระทบมั่นคงปลอดภัย, กระทบความสงบเรียบร้อยของสังคม, ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

ทำให้ “ยาหอม” นั้น กลายเป็นยาพิษ! 

เข้าใจว่าการขีดข้อจำกัดใน3ประเด็น เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ( กรธ.)ต้องการสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

แต่จุดด้อย ที่ไม่กำหนดนิยามเงื่อนไขนั้นไว้ชัดเจน ทำให้เหมือนจงใจเปิดช่องให้รัฐที่ลุแก่อำนาจ ไร้ธรรมาภิบาล เข้าริดรอนเสรีภาพของ”คนไทย” ไม่ว่าในสถานะใดๆ 

แม้ในร่างมาตราของหมวดสิทธิเสรีภาพ จะเขียนบทบัญญัติที่ผูกมัด ห้ามออกหรือตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคล แต่ไม่ใช่บทที่จำกัดตายตัว เพราะในมาตราเดียวกันนั้นได้เปิดช่องให้ออกกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบการใช้เสรีภาพและสิทธิต่างๆ ของชนชาวไทยได้ แม้จะกำหนดกรอบของการตรากฎหมายที่ว่า ต้องไม่เป็นกฎหมายที่เกินกว่าเหตุ กระทบศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือขัดต่อหลักนิติธรรม หรือออกกฎหมายเพื่อเจาะจงบังคับกับบุคคลใด 

แต่ใครจะกล้าโต้แย้ง อำนาจเต็มของรัฐต่อการออกกฎหมายได้ 

เช่น ในสมัยของการออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมในที่สาธารณะ แม้จะมีข้อโต้แย้งหรือทักท้วง เพื่อให้ยกเว้นข้อจำกัดสิทธิการชุมนุมของชาวบ้านผู้เดือดร้อน แต่ผู้นำยุคสมัยนั้นกลับไร้น้ำใจและเดินหน้าผ่านกฎหมายชุมนุมทุกกรณี 

สิทธิเสรีภาพของประชาชน จึงยังได้มาอย่างยากเย็นแสนเข็ญ เหมือนเดิม