วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เข้ม 'คุณสมบัติรัฐมนตรี' กันทุจริต

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ วางมาตรการที่เข้มงวดในการคัดสรรคนดีเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง เรื่อง“คุณสมบัติของรัฐมนตรี ”

ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นเป็นมหันตภัยของสังคมไทยมานาน และฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยก้าวเดินไปข้างหน้า สู่ความเป็นประเทศพัฒนาแล้ว 

และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต หนึ่งในนั้น ก็คือ ผู้มีอำนาจในบ้านเมือง เพราะว่า "อำนาจ"นำมาซึ่ง"ผลประโยชน์" 

ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ( ก.พ ) ได้เคยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ"นิสัยนักการเมืองไทย" ไว้ 5 ข้อ 

1. ยึดประโยชน์ส่วนตัวหรือพวกพ้องมากกว่าประโยชน์สาธารณะ 

2. สั่งการ หรือ ร้องขอ แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่มิชอบ 

3. บริหารราชการแผ่นดิน ขาดความโปร่งใส 

4. ไม่เคร่งครัดต่อกฎหมายและระเบียบของทางราชการ 

5. ขาดคุณธรรมและจริยธรรม 

ส่วนรูปแบบของการทุจริตนั้น มีหลายรูปแบบ ทั้ง รับสินบน- คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย- ผลประโยชน์ทับซ้อน- ยักยอกทรัพย์สินของรัฐ- เอื้อประโยชน์แก่ตัวเอง พรรคพวกหรือพี่น้อง- จัดทำโครงการที่ได้ผลประโยชน์ตอบแทนไม่คุ้มค่าเงินที่ลงทุนไป 

ดังนั้น การสร้างมาตรการ-กลไก ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  จึงได้วางมาตรการที่เข้มงวดในการคัดสรรคนดีเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง นั่นคือเรื่อง “คุณสมบัติของรัฐมนตรี ” ที่มีมากกว่าอดีตและคุณสมบัติของ ส.ส. ทั่วไป โดยคนที่จะเป็น “รัฐมนตรี” ต้องเป็นผู้สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีปัญหาด้านจริยธรรมและความประพฤติ " ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้นำหลักของรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี2557 มาตรา35(4) มาใช้ ซึ่งบัญญัติว่า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ว่า กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำการอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด  

อีกทั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังได้ขยายผลในเรื่องคุณสมบัติ โดยขยายให้ครอบคลุมไปถึงบุคคลที่มีปัญหาเรื่องจริยธรรมและความประพฤติอีกด้วย เพื่อต้องการทำการเมืองให้โปร่งใสเปิดพื้นที่ให้คนดีเข้ามาสู่การเมืองมากขึ้น 

อย่างไรก็ตามในเรื่องว่าใครขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี หรือมีความผิดด้านจริยธรรมนั้น จะต้องมีความผิดชัดเจนและผ่านการตัดสินของ"ศาล"ไม่ใช่เป็นแต่เพียงข้อกล่าวหา หรือข่าว เพราะมิเช่นนั้นจะเกิดความไม่ธรรมต่อคนที่ถูกกล่าวหาหรือมีการกลั่นแกล้งกันได้ แต่ขณะนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้ฟันธงลงไปว่า จะให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือ ศาลยุติธรรม เป็นผู้ชี้ขาด 

ส่วนขั้นตอนการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีในเรื่องจริยธรรมและความประพฤตินั้น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยังมีความเห็นหลายแนวทาง มีทั้ง ส.ส จำนวน 1 ใน 10 ของสภาฯ เข้าชื่อเสนอให้ประธานสภาฯ ส่งเรื่องไปที่องค์กรอิสระไต่สวนชี้มูลความผิด แล้วส่งให้ศาลตัดสิน หรือ ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าชื่อเสนอผ่านองค์กรอิสระ แล้วส่งให้ศาลตัดสิน 

แต่มีข้อน่าคิดว่า การที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า ในเรื่องนายกฯและคณะรัฐมนตรี มีความผิดในการถือหุ้น บุคคลนั้นถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 2 ปี เป็นการลงโทษที่เบาไปหรือไม่ เมื่อเทียบกับการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญพยายามวางมาตรการที่เข้มงวดของคนที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เพื่อให้ได้คนดีบริหารราชการแผ่นดิน