ที่มานายกฯให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบัญชีรายชื่อที่พรรคสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ 1 บัญชีๆ ละ 5 ชื่อ
เคาะแล้วสำหรับการกำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งก็เป็นไปตามความหมายก่อนหน้านี้ กล่าวคือไม่จำกัดว่า “นายกรัฐมนตรี” ต้องมาจากคนที่เป็น “ส.ส.” เท่านั้น หรือแปลให้ง่ายกว่านั้นคือ มี “นายกฯคนนอก” ได้นั่นเอง
ส่วนวิธีการนั้นจะให้ พรรคการเมืองเสนอชื่อบัญชีรายชื่อที่พรรคสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ 1 บัญชีๆ ละ 5 ชื่อ และเมื่อเลือกตั้งแล้วเสร็จ จะให้สิทธิพรรคการเมืองที่ได้จำนวน ส.ส. ร้อยละ 5 ของจำนวนส.ส.ที่มีทั้งหมด เสนอชื่อบุคคลที่อยู่ในบัญชีรายชื่อนั้นเข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ ให้ลงคะแนนเลือกเป็นนายกฯ โดยคนที่จะได้รับเลือกต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมต้องให้แต่ละพรรคเสนอชื่อคนที่จะเป็นนายกฯถึงห้าคน เพราะหากตามปกติ การเสนอใครเป็นนายกฯก็เหมือนเป็น “ธงนำ” ของพรรคในช่วงเลือกตั้ง การเสนอถึงห้าคนจึงไม่ตอบสนองและไม่มีเหตุผลเพียงพอ
ที่น่าสนใจคือในแต่ละพรรคเสนอชื่อซ้ำกันได้ หมายความว่าไม่ว่าจะพรรคใหญ่หรือพรรคเล็กก็อาจจะเสนอคนคนเดียวกันเป็นนายกฯได้ทั้งสิ้น
ยิ่งเอามาผูกโยงกับระบบเลือกตั้งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้พยายามออกแบบก็จะเห็นได้ว่า เป็นความพยายามสร้างให้ไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครองความนืยมหรือเสียงข้างมากในสภาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้นสิ่งที่เล็งเห็นได้ในอนาคตคือ “รัฐบาลผสม”
หลังการเลือกตั้งเมื่อทราบผล เราจะเห็นพรรคการเมืองต่างๆวิ่งจับขั้วเพื่อตั้งรัฐบาล การต่อรองจะเพิ่มขึ้น หากหวังจะก้าวขึ้นสู่อำนาจรัฐ พรรคขนาดเล็กขนาดกลางจะมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น และในทางตรงกันข้ามพรรคใหญ่จะสูญเสียอำนาจการต่อรองลง
และแน่นอนว่าในภาวะการต่อรองที่ชุลมุนและประตูเปิดเช่นนี้ อาจจะต้องมีการเสนอชื่อนายกฯ ที่ไม่ใช่ “ธงนำ” ของพรรคในการเลือกตั้ง และอาจจะต้องเป็นชื่อที่บรรดาพรรคต่างๆรับกันได้ ซึ่งแน่นอนว่า “คนชื่อซ้ำ” จะมีภาษีค่อนข้างดี เพราะเป็นคนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ และ เป็นคนที่พรรคการเมืองรับได้ ที่สำคัญคือไม่ต้องเป็น ส.ส. ก็ได้
ระบบนี้ถูกคิดขึ้นมาเพื่อให้ไม่ถูกตำหนิมากนักในกรณีนายกฯคนนอก เพราะอย่างน้อยประชาชนก็จะได้เห็นชื่อในบัญชีที่จะเสนอ แต่สิ่งที่ต้องทบไปคือ “เป็นธรรม” และเป็นตัวแทนประชาชนจริงหรือไม่ เพราะหากเป็นเพียงชื่อที่ถูก บังคับให้นำมา “แปะ” ติดเอาไว้กับชื่ออื่นในบัญชี เพื่อเปิดทางก้าวเข้าสู่อำนาจ ส่วนประชาชนก็ไม่มีทางเลือก เพราะอาจจะชื่นชอบผู้นำพรรค แต่ต้องถูก “ขายพ่วง” ด้วยชื่อบัญชีแบบนี้
และหากชื่อเดียวกันถูก"ขายพ่วง" ไปในหลายๆพรรคก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าคนคนนั้นอาจจะเข้าป้ายในฐานะนายกรัฐมนตรี หากต้องการกันข้อครหาเรื่องการล็อกชื่อ “ขายพ่วง”หวังก้าวขึ้นสู่อำนาจ ร่างรัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ชัดว่ารายชื่อจะซ้ำกันไม่ได้
มิเช่นนั้นจะเกิดคำถามว่าวิธีนี้เป็นกระบวนการที่ซื่อตรงต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากน้อยเพียงใด





