วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สดศรี'จี้ปฏิรูปกกต. แก้ความขัดแย้งในองค์กร

"สดศรี"ชี้ปัญหาขัดแย้งภายในกกต. กระทบองค์กร จี้ปฏิรูป ด้านกกต. สั่งสนง.รวบรวมข้อมูลเตรียมโต้กลับ คาด"ภุชงค์"ใช้สิทธิทางศาลได้อย่างเดียว

นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกกต. กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างกกต.และนายภุชงค์ นุตราวงศ์ อดีตเลขาธิการกกต.ว่า นายภุชงค์อาจเสียใจจึงออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนั้น ซึ่งเขาถือเป็นลูกหม้อของกกต.เพราะเป็นพนักงานตั้งแต่รุ่นก่อตั้ง ซึ่งการทำงานระหว่างกกต.ชุดที่แล้วกับนายภุชงค์ไม่มีปัญหา นายภุชงค์ทำงานได้ดี เป็นคนขยันมาก อ่อนน้อมมีสัมมาคารวะต่อผู้บังคับบัญชา เป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชา และทราบว่ายังได้รางวัลเป็นข้าราชการดีเด่นของปีที่แล้ว ที่นายภุชงค์เข้าไปดำเนินการเรื่องการสมัครเข้ารับการสรรหาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีผู้สมัครถึง 7,000 คน การดำเนินการให้เกิดความเรียบร้อยถือว่าเป็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ทำให้ส่วนตัวยังคิดว่าจะอยู่เป็นเลขาได้จนครบวาระ 5 ปี ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้  

ทั้งนี้นางสดศรี ไม่ขอวิจารณ์กรณีที่นายภุชงค์ระบุว่า กกต.มีการล้วงลูกการทำงาน แต่คิดว่าทั้งกกต. และนายภุชงค์ ต่างก็เป็นผู้ใหญ่ขององค์กร ส่วนตัวมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเรื่องของความเข้าใจผิดกัน ที่น่าจะมีการพูดคุยกันให้เกิดความเข้าใจกันก่อน ก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหาขึ้นอย่างที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบต่อองค์กรกกต.  

"ก่อนหน้านี้คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วก็มีแนวคิดที่จะลิดรอนอำนาจของกกต.อยู่แล้ว โดยจะให้มีคณะกรรมการขึ้นมาจัดการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ ฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นเวลานี้ถ้าต่างฝ่ายยิ่งพูด ยิ่งสาวกันไปมากกว่านี้จะกระทบองค์กร ไม่ใช่บุคคล และจริงๆ แล้วกว่าที่องค์กรกกต.จะผ่านมาได้จนถึงวันนี้ เกิดวิกฤตการณ์หลายครั้งแต่ก็เป็นวิกฤติที่เกิดจากกภายนอก แต่ครั้งนี้น่าเสียดายเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากภายในของกกต.เอง ซึ่งกกต.ต้องไตร่ตรองกันเองว่าจากปัญหาเรื่องนี้จะทำอย่างไรถึงจะเอาองค์กรไว้อยู่ รวมทั้งจากปัญหานี้ก็สมควรที่จะต้องมีการปฏิรูปกกต.องค์กรกกต.ด้วย"นางสดศรี กล่าว  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายภุชงค์ ทางกกต.ได้มีการสั่งการให้นายบุณยเกียรติ รักชาติเจริญ รองเลขาธิการกกต. ด้านบริหารงานเลือกตั้ง ในฐานะรักษาการเลขาธิการกกต. และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวบรวม และวิเคราะห์คำให้สัมภาษณ์ว่ากระทบต่อส่วนงานใด และอาจจำเป็นที่จะต้องมีการชี้แจงต่อสาธารณะหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนที่นายภุชงค์ ระบุว่าจะมีการยื่นอุทธรณ์ต่อกกต.ภายใน 15 วัน มีรายงานว่า ตามระเบียบว่าด้วยสัญญาจ้างเลขาธิการกกต.นั้นระบุชัดเจนว่ามติกกต. ถือเป็นที่สิ้นสุด ดังนั้นการยื่นอุทธรณ์ของนายภุชงค์ไม่น่าจะสามารถทำได้ หากจะยื่นก็น่าจะเป็นการยื่นถึงตัวประธานกกต.ในฐานะที่เป็นคู่สัญญาจ้างเท่านั้น ซึ่งก็ไม่มีผลในเรื่องการทบทวนมติกกต. และสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองได้เนื่องจากตามระเบียบถือว่าคำสั่งหรือมติกกต.เป็นคำสั่งทางปกครอง โดยการยื่นฟ้องศาลนั้น คาดว่าประเด็นที่นายภุชงค์จะใช้เป็นข้อต่อสู้ คือหลักเกณฑ์การประเมินไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน และไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง เนื่องจากก่อนหน้านี้ขณะดำรงตำแหน่งเลขาธิการกกต. นายภุชงค์ เคยมีหนังสือถึงกกต.ท้วงติงในประเด็นดังกล่าวหลายครั้ง  

อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาความขัดแย้งระหว่างกกต.กับนายภุชงค์ แหล่งข่าวจากกกต.ให้ความเห็นว่า ทั้งกกต.และนายภุชงค์ต่างก็เป็นปัญหาของสำนักงานในปัจจุบัน โดย นายภุชงค์ ที่ผ่านมาการทำงานขาดการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การทำงานตามภารกิจที่ได้ชูเป็นนโยบายไว้ตอนรับตำแหน่งไม่ก้าวหน้า ไม่มีความสำเร็จ การแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานก็มีการร้องเรียนเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรม มีการสนับสนุนแต่คนใกล้ชิดให้ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ได้เข้ารับการอบรมในหลักสูตรต่างๆ หรือเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ในยุคของนายอภิชาต สุขัคคานนท์ เป็นประธานกกต. ไม่เป็นปัญหา ก็เพราะสามารถทำงานได้เข้าขากับตัวประธานกกต.ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีปัญหากับกกต.คนอื่นเช่นกัน  

ขณะที่ในส่วนของกกต.ชุดปัจจุบันการปฏิบัติงานก็มีการล้วงลูกจริง บางกรณีเป็นเพราะเลขาไม่ดำเนินการ กรรมการก็ต้องส่งคนของตนเองเข้าไปดำเนินการ โดยจะเป็นที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเข้าไปล้วงลูกในแต่ละด้านกิจการที่กรรมการของตนรับผิดชอบ ในการทำงานของคณะกรรมการชุดต่างๆ อาทิ การกลั่นกรองบุคคลากรเข้าสู่ตำแหน่งก็จะมีการแต่งตั้งให้ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของกกต.แต่ละคนเข้าไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการพิจารณา ซึ่งแม้จะมีการวางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการเข้าสู่ตำแหน่ง แต่การแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานหรือผู้บริหารระดับสูง ก็ยังเป็นลักษณะวางคนใกล้ชิดให้ไปดำรงตำแหน่ง ขณะที่การแต่งตั้งที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ และทีมงานประจำกกต.แต่ละคน ก็ไม่เหมาะสม เกิดความจำเป็น อย่างที่นายภุชงค์ออกมาให้ข้อมูลว่าทำให้ต้องเสียงบประมาณถึงปีละ 24 ล้าน  

โดยเมื่อกกต. ชุดนี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ก็พยายามเร่งรัดให้ทางสำนักงานดำเนินการออกระเบียบฯ ทั้งที่ขณะนั้นกกต.กำลังเผชิญปัญหาเรื่องการเลือกตั้ง 2 ก.พ. 57 อีกทั้งยังมีการผลักดันให้มีการกำหนดจำนวนตำแหน่งที่มากขึ้น และอัตราค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่กกต.ชุดก่อนในอดีตเคยปฏิบัติ โดยในกกต.ชุดก่อนๆ จะกำหนดให้มี กกต.หนึ่งคนมีที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญ เท่านั้น โดยที่ปรึกษาละได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 3 หมื่นบาท ส่วนตำแหน่งอื่นนั้น ก็จะให้ทางสำนักงานคัดสรรพนักงานที่ปฏิบัติงานดีขึ้นไปทำหน้าที่แต่ในกกต.ชุดปัจจุบัน กลับมีการกำหนดให้ กกต.หนึ่งคนมีที่ปรึกษา 1-2คนรับค่าตอบแทนคนละ 6 หมื่นบาท ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนค่าตอบแทนคนละ 4 หมื่นบาท เลขานุการ 1 คนค่าตอบแทน 45,000 บาท ผู้ช่วยเลขานุการ 2 คน ค่าตอบแทน 23,000 บาท คนขับรถ 15,000 บาท และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 25,000 บาท และยังมีเงินเพิ่มและสวัสดิการประจำเดือนให้เลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการของแต่ละคนอีกคนละ 5,000 บาท เบี้ยประกันสุขภาพของทุกคนปีละไม่เกิน 2 หมื่นบาท โดยต่างทั้งจำนวนคน และจำนวนเงินที่แต่ละคนได้รับ ซึ่งกกต.อ้างว่าที่ต้องให้มีการจ้างเลขานุการ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และคนขับรถส่วนตัว ก็เพราะไม่ไว้ใจ โดยบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งบางคน เป็นเครือญาติ หรือผู้มีพระคุณเข้า ซึ่งก็ไม่ได้มีความรู้ ความสามารถที่เป็นประโยชน์กับงานกกต.และสำนักงาน ขณะที่บางคนก็เข้ามาในลักษณะก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานประจำกลายเป็นปัญหาสำนักงาน ดังนั้นจึงมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะกระทบต่อภาพลักษณ์องค์กร และอาจจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขององค์กรกกต. และก็น่าจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการปฏิรูปองค์กรไปในทางที่ดีขึ้น