คสช. ส่ง "พ.อ.บุรินทร์" แจ้งกองปราบ เอาผิด "เสรีพิศุทธ์" อดีตผบ.ตร. กับพวกเพิ่ม ข้อหาผิดตามพรบ.คอมพ์ ด้านผู้การฯบก.ป. เผยยังไม่ออกหมายเรียก
จากกรณีที่ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พ.อ.นรินทรักษ์ เชษฐศิริ รอง ผบ.ส.1 อาศัยอำนาจตามคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ลงวันที่ 1 เมษายน 2558 เรื่อง การรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของรัฐ ประกอบรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 44 นำกำลังเข้าตรวจค้นสถานีวิทยุโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี (Fahai TV) ตั้งอยู่เลขที่ 45/410-411 ซอยบอนด์สตรีท ถนนติวานนท์ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ภายหลังพบว่ามีการออกอากาศรายการทีวี ชื่อรายการเสียงเสรี ซึ่งมีเนื้อหาเข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสถานี ก่อนจะยึดอุปกรณ์การออกอากาศและควบคุมตัวผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป.
ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 20 พฤศจิกายน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ เสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชาฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าพบพล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป. พ.ต.ท.สิงห์ สิงห์เดช พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กก.2 บก.ป. เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดทั้ง 8 ราย ในข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมยุทธภัณฑ์เพิ่มเติม โดยนำแผ่นซีดีที่บันทึกเทปที่ออกอากาศในวันเวลาดังกล่าว รวมทั้งรายละเอียดเนื้อหาที่กล่าวโทษมาเป็นหลักฐาน
พล.ต.ต.อัคราเดช กล่าวว่า ในวันนี้ทางพ.อ.บุรินทร์ ได้มาให้ถ้อยคำเพิ่มเติม เพื่อให้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ตาม ม.116 ความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ และ ความผิดในเรื่องของการใช้เครื่องออกอากาศ ซึ่งเป็นยุทธภัณฑ์ทหารที่ต้องได้รับการอนุญาต จากกระทรวงกลาโหม โดยในเบื้องต้นทางพ.อ.บุรินทร์ได้มาร้องทุกข์กล่าวโทษ หลังจากนี้ทำการสอบปากคำอย่างละเอียดก่อน อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนต่อไป อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานหากเกี่ยวข้องกับใครก็จะดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมายเรียกและหมายจับ ซึ่งในส่วนนี้ยังไม่ได้รับประสานรับการประสานจากใคร
“ในส่วนของการออกหมายเรียก พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ นั้น ต้องดูตามหลักฐานที่ทางทหารให้มาว่า มีมากน้อยเพียงใด สำหรับผู้ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้วก่อนหน้านี้ ได้ให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีหลักประกันคนละ 2 หมื่นบาท ยืนยันว่ากรณีดังกล่าว ไม่หนักใจ ทุกอย่างว่าไปตามข้อเท็จจริง” ผบก.ป. กล่าว
ด้าน พ.อ.บุรินทร์ กล่าวว่า หลังจากเมื่อวาน(19 พ.ย.)มาแจ้งความดำเนินคดี กับผู้กระทำความผิดทั้ง 8 รายไปเบื้องต้น 2 ข้อหาแล้ว วันนี้(20 พ.ย.)จึงมาแจ้งเพิ่มเติมอีก 2 ข้อหา คือ1. นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากพบว่าเนื้อหาและคำพูดที่นำออกอากาศในรายการดังกล่าวนั้นไม่เป็นความจริง และมีเนื้อหาที่จะก่อให้ประชาชนเข้าใจผิด ประมาณ 2-3 ตอนที่ออกอากาศ เช่น การพูดพาดพิงถึงหน่วยงานอิสระ หน่วยงานหนึ่ง (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช.) ที่ระบุถึงการได้มาซึ่งตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง ,การพูดโจมตีองค์กรอื่นๆ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง รวมทั้งการพูดถึงคดีหมิ่นสถาบันฯ กรณีอุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ2. นำเครื่องวิทยุออกอากาศมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์
พ.อ.บุรินทร์ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบพบว่ามีบุคคลกระทำความผิดร่วม ซึ่งอาจเป็นอดีตนายตำรวจคนหนึ่ง ที่เป็นผู้ร่วมดำเนินรายการดังกล่าวนั้น เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน บก.ป. ว่าจะรวบรวมพยานหลักฐานและพิจารณาว่า เข้าข่ายการกระความทำผิดด้วยหรือไม่ ทั้งนี้การกระทำความผิดในครั้งนี้ เป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระกัน ซึ่งตนได้จับกุมและร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ป.ไปแล้ว ขณะเดียวกันทางสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็จะมาเป็นผู้ร้องทุกข์ที่สอง ในเรื่องของการเปิดสถานีและใช้เครื่องวิทยุโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน ทั้งนี้ทางกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ก็จะมาร้องทุกข์กล่าวโทษในกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จเช่นเดียวกัน
ขณะที่ พ.ต.ท.สิงห์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้ส่งของกลางที่ตรวจค้นมาได้จากสถานีวิทยุโทรทัศน์ ฟ้าให้ทีวี ให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจสอบ และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องคลื่นความถี่ของวิทยุโทรทัศน์ดังกล่าว ซึ่งล่าสุดทาง กสทช. ได้ส่งตัวแทนเดินทางมายัง บก.ป. เพื่อเป็นผู้ร้องทุกข์ในคดีดังกล่าวแล้วด้วย และอยู่ระหว่างตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐานขยายผลหาผู้ร่วมกระทำความผิดต่อไป





