"วิษณุ"แถลงแจงทำคดีจำนำข้าว มีการแยกฟ้อง เพราะความเสียหายมีไม่เท่ากัน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวภายหลังการแถลงชี้แจงการดำเนินคดีโครงการรับจำนำข้าวถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่ใช้เพื่อออกคำสั่งที่ 39/2558 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า เป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เข้าดำเนินการตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 2557 เป็นต้นมา ไปดูในคำสั่งจะเขียนเอาไว้ชัดเจน ซึ่งดำเนินกับกรณีคดีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ตัวโครงการมีก่อน แต่บุคคล กรรมการ เจ้าหน้าที่ที่ได้รับความคุ้มครอง คือคนที่เข้าไปทำงานตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.เป็นต้นมา
"ในคำสั่งที่ 39/2558 เลือกใช้มาตรา 44 คุ้มครองเจ้าหน้าที่ การคุ้มครองบุคคลหลักเกณฑ์มี 2 ข้อคือ 1.เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ได้ทำตามหน้าที่ 2.การทำหน้าที่นั้นได้ทำไปโดยสุจริต ถ้าไม่มีหน้าที่แล้วเข้าไปทำ ต่อให้สุจริตก็ต้องรับผิด ถ้ามีหน้าที่แล้วไปทำแต่ไม่สุจริตก็ต้องรับผิด องค์ประกอบจะต้องครบว่าทำโดยหน้าที่กับทำโดยสุจริต ซึ่งคำสั่งนี้มีในกฎหมายหรือพระราชบัญญัติอีกหลายฉบับ ที่จำเป็นต้องคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในบางกรณี แต่ทั้งหมดก็ใช้หลักข้อที่ว่า สุจริต ซึ่งเคยมีที่ว่าเขียนไปแล้วว่าสุจริตๆ เมื่อถึงเวลาก็มีการไปฟ้อง แล้วคนฟ้องก็ชนะ เพราะพิสูจน์ได้ว่าที่ทำไปนั้นไม่สุจริต ไม่เหมือนกับเจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจสอบทรัพย์สิน ที่มีการกล่าวหาว่าทำผิดอาญา แล้วสุดท้ายนำไปเป็นของตัวเองก็นับว่าสุจริต" นายวิษณุ กล่าว
เมื่อถามว่า ในส่วนกฎหมายที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่มีอยู่แล้วทำไมต้องมีมาอีก แล้วมันต่างกันอย่างไรถ้าหากเจ้าหน้าที่เห็นว่าผิดกฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้ นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องการที่จะสร้างความมั่นใจขึ้น ซึ่งการนำมาใช้จะไม่ซ้ำกัน เพราะว่ากฎหมายโดยทั่วไปนั้นก็ให้ความคุ้มครอง อาทิ สมมติว่าไม่มีคำสั่งฉบับนี้ แล้วใครอยากฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่ใช่ว่านึกจะฟ้องแล้วจะนับเสมอไป เมื่อฟ้องไปต้องดูว่าฟ้องว่าอย่างไร อาทิ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติละเว้นโดยไม่ชอบผิด มาตรา 157 ถ้าเจ้าหน้าที่ต่อสู้ อ้างว่ามีการปฏิบัติโดยชอบก็ไม่ผิดมาตรา 157 แล้วจะพูดถึงเรื่องสุจริตไม่สุจริตอะไร หรือเป็นเจ้าหน้าที่นำเอาของกลางมาเป็นของตัว เจ้าหน้าที่อาจจะกล่าวว่าไม่ได้เอามาเป็นของตัว แต่นำมาเก็บรักษาเอาไว้
โดยมีพยานหลักฐานลงบัญชีแล้ว ก็สามารถทำให้หลุดความรับผิดได้ ในคำสั่งที่คสช.39/2558 ไม่มีประโยชน์ในการคุ้มครองช่วยคนที่ทำผิดในกลายเป็นถูก แต่มีผลอย่างหนึ่งคือทำให้สบายใจ ในเรื่องของการเชื่อมั่นเพราะเรื่องที่ได้เข้าไปดำเนินการนั้นเป็นเรื่องใหญ่มหาศาล และโอกาสที่จะถูกแทรกแซงมีได้มาก ถ้าหากไม่วางมาตรการคุ้มครองไว้ทั้งหมดอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่ามาจากการไม่มั่นใจ คือเมื่อถึงวันที่รัฐบาลหมดอำนาจแล้วใครจะช่วยเหลือเขา ในวันนี้เพื่อคุ้มครองให้เกิดความมั่นใจในหน้าที่ เพราะการทำงานในหน้าที่มีความเสี่ยงอย่างมาก แม้บอกว่าไม่ต้องกลัวไม่ผิด แต่ก็ยังมีความรู้สึกอยู่บ้าง
เมื่อถามว่าในขั้นตอนไหนสามารถจะเข้าไปตรวจสอบในเส้นทางการเดินทางของเงินผู้ถูกกล่าวหาได้หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า นั่นเป็นกระบวนการหาข้อเท็จจริง ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้ ยังไม่มีการดำเนินการอะไรเลย จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเข้าไปดำเนินการอะไรทั้งสิ้น และไม่ยุติธรรมที่จะไปดำเนินการ และวิธีนั้นถือว่าผิดกฎหมายด้วย
เมื่อถามว่าต้องอยู่ในขั้นตอนไหนที่จะต้องมีการตรวจสอบว่าจะต้องมีการโยกย้ายทรัพย์สิน นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่มีขั้นตอนไหนที่จะต้องใช้วิธีนี้ เพราะมันไม่ได้เป็นการฟ้อง เพื่อที่จะอ้างว่ายักยอกเงินหลวงไปทำอะไรที่ไหน มันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลย เป็นการเรียกค่าเสียหาย หรือให้คิดแบบว่า นาย ก. ขับรถชนนาย ข. แล้วบาดเจ็บเสียหาย หมอได้บอกว่ารักษาหนึ่งล้านบาท มันไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปสืบหานาย ก. เลย แล้วเมื่อไปถึงจุดที่ศาลตัดสินว่าผิดให้ชำระ แล้วผู้ถูกกล่าวหาบอกว่าไม่มีเงินที่จะชำระ เมื่อพ้นที่ศาลปกครองตัดสินแล้ว เงินจะมีหรือไม่ก็เป็นเรื่องของใครซักคนหนึ่ง
เมื่อถามว่า การตัดสินใจในการเลือกวิธีตามพระราชบัญญัติการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯที่แถลงว่าเป็นการปรึกษาผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่เกี่ยวข้องคือใคร นายวิษณุ กล่าวว่า ในเรื่องนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากมีการประชุมปรึกษากันแล้วหลายครั้ง เพื่อทำการพิจารณาร่วมกัน
เมื่อถามว่าในการออกคำสั่งที่พร้อมที่จะเรียกค่าเสียหาย คือจะแยกฟ้องไป 4 คดี ใช่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในเวลานี้ได้แยกฟ้องอยู่แล้ว เพราะว่าในความเสียหายมีไม่เท่ากัน และไม่จำเป็นที่กระทรวงพาณิชย์ต้องฟ้องก่อน เนื่องจากไม่มีอายุความเล็กซ้อนอยู่ มันมีอายุความใหญ่ 2 ปี ถ้าหากเป็นกรรมการชุดที่ 2 ก็จะรอให้พร้อมกัน เพราะว่ามันมีส่วนในการอิงกันอยู่ แม้กระทั่งในกรรมการชุดที่ 1 ก็อยากให้พร้อมกัน แต่ว่ามันกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในคดีของ "บ." เรียกให้มาก็มา แต่บังเอิญคดี "ย." เรียกให้มา กลับไม่มา ในคดี"บ." ก็เลยจบได้ ส่วนคดี "ย." ก็เลยไม่จบ
เมื่อถามว่าในคดีของชุดกระทรวงการคลังมีการกำหนดลิมิตหรือไม่ว่าจะขยายเท่าไหร่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็จะขยายจนเป็นที่พอใจโดยสมควร เพราะหากว่าขออ้างคนหนึ่งแต่จะมาอีก 6 เดือน ก็คงไม่ได้
เมื่อถามถึงในเรื่องของตัวเงินที่จะเรียกค่าเสียหายเบื้องต้น นายวิษณุ กล่าวว่า คนที่เป็นคนกำหนดชุดเงิน เป็นกรรมการชุดที่ 2 กรรมการชุดที่1 ไม่ใช้ผู้รู้ เนื่องจากแต่ละคนไม่ใช้นักบัญชี แต่กรรมการชุดที่ 2 กระทรวงการคลัง จะอยู่กับตัวเลขและเคยอยู่กับ 5,000 คดี แต่กรรมการชุดที่ 1 ไม่เคยอยู่ซักคดี เพราะเป็นกระทรวงที่เพิ่งตั้งเป็นเฉพาะกิจขึ้นมา แต่กรรมการชุดที่ 2 จะถาวรอยู่ตลอด
เมื่อถามว่าครั้งหนึ่งมีการพูดคุยกับทนายของ "ย." มีการบอกว่าทางรัฐบาลมีการผลักภาระค่าศาลมาให้ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวอะไรในเรื่องนี้ เพราะว่าในการเอาเงินไปวางศาล รัฐบาลไม่ต้องวางด้วยซ้ำไป เมื่อถามว่า เนื่องจากว่าเป็นคำสั่งศาลปกครอง เป็นไปได้หรือไม่ ถ้าหากเปลี่ยนรัฐบาลการออกคำสั่งก็จะยกเลิกคำสั่งเดิม ถ้าใช้อำนาจทางบริหาร นายวิษณุ กล่าวว่า ได้ ถ้าหากว่ามีความกล้า แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครกล้าทำ แม้แต่รัฐบาลนี้ถ้าเปลี่ยนตอนนี้จะไม่เป็นไร ก็ออกคำสั่งทางปกครองมาเปลี่ยน ก็เกิดเรื่องเหมือนกัน ในการเริ่มต้นก็คงมีการฟ้องมาตรา 157 ต่อมา ป.ป.ช. ก็คงมีการสอบ
เมื่อถามว่าในการส่งจดหมายเปิดผนีกล่าสุด มีการบอกว่าอยากให้กลับไปตีความ ข้อกฎหมายใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ก็ไม่เห็นต้องตีความอะไร ในการที่บอกว่ารัฐสามารถกลับไปใช้วิธีที่ 1 ได้ ถ้าหากว่ามีเหตุผลที่ดี ว่าเหตุผลควรไปใช้วิธีที่ 1
"ทำไมเราจึงต้องให้ผู้ต้องหาเลือกวิธี เหมือนกับการแจ้งความ เหตุมันเกิดในพื้นที่นี้ แล้วเกี่ยวพันกับท้องที่นี้ โจทย์จะไปแจ้งความที่ไหนก็ได้ ให้จับจำเลย แล้วโจทย์ก็ไม่แจ้งความที่ท้องที่นั้น แล้วทำไมจำเลยถึงมีสิทธิมาบอกว่าแจ้งความที่นั้นไม่ได้ ต้องไปแจ้งความที่ท้องที่อีกที่หนึ่งดีกว่า มันจึงทำให้สงสัยว่าทำไมต้องให้ไปแจ้งความที่นั้น มีอะไรหรือเปล่า"





