วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดี'บุญทรง' ทุจริตระบายข้าวจีทูจี

ศาลฎีกานักการเมือง เริ่มไต่สวนพยานคดีทุจริตระบายข้าว"จีทูจี"นัดแรก 2 มี.ค.ปีหน้า หลังให้อัยการนำสืบพยาน29ปาก ส่วน 21 จำเลยให้ไต่พยาน92ปาก

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ น.นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี และองค์คณะรวม 9 คน นัดตรวจหลักฐาน คดีหมายเลขดำ อม. 25/2558 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผล​ รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่1 , ​​นายบุญทรง เตริยาภิรมย์​ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกก.พิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 และพวกซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคล รวม 21 ราย เป็นจำเลยที่ 1-21 ในความผิดฐาน กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) พ.ศ.2542 มาตรา 4, 9, 10,12 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจโดยทุจริตสร้างความเสียหายแก่รัฐ , ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 123 และ123/1 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งอัยการสูงสุด โจทก์ ยังขอให้ศาลสั่งปรับจำเลยทั้งหมด เป็นเงิน 35,274,611,007 บาทที่คิดคำนวณจากมูลค่าครึ่งหนึ่งตามสัญญาระบายข้าว 50,000 ตัน ที่พบว่ามีการกระทำผิดสัญญา 4 ใน 8 ฉบับด้วย  

โดยก่อนเริ่มกระบวนการพิจารณา องค์คณะฯ แจ้งให้คู่ความทราบว่า นายวีระพล ตั้งสุวรรณ หนึ่งในองค์คณะ ซึ่งได้เป็นประธานศาลฎีกา ได้ขอถอนตัวจากการเป็นองค์คณะผู้พิพากษาในคดีนี้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจึงเลือก นายพิศล พิรุณ เป็นองค์คณะผู้พิพากษาแทน ซึ่งคู่ความไม่ติดใจคัดค้าน  

ขณะที่วันนี้จำเลยที่ 12, 14 และ 19 ไม่ได้เดินทางมาศาล โดยจำเลยที่ 12 ยื่นคำร้องระบุว่า ติดภารกิจการจัดงานศพของบิดา ส่วนจำเลยที่ 19 มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมประชุมนานาชาติ องค์คณะฯ จึงอนุญาตให้ดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลัง จำเลยทั้งสอง 

ส่วนนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง จันทรสกุลพร จำเลยที่ 14 นั้น ทนายความได้ยื่นคำร้องต่อศาล ระบุว่า จำเลยที่ 14 ถูกขังตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีอยู่ระหว่างยื่นฎีกาและขอประกันตัว ดังนั้นองค์คณะฯ จึงอาศัยอำนาจตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2543 ข้อ 10 ให้พิจารณาลับหลังจำเลยที่ 14 และหากวันนัดไต่สวนจำเลยยังไม่ได้ปล่อยชั่วคราว ก็ให้เบิกตัวจำเลยมาฟังการพิจารณาคดีด้วย  

ขณะที่การตรวจหลักฐาน อัยการ โจทก์ ยื่นบัญชีพยานบุคคล 122 ปาก ส่วนฝ่ายจำเลยทั้ง 21 ราย พยาน 1,032 ปาก แต่เมื่อคู่ความ ร่วมตรวจบัญชีพยานกับ เลขาองค์คณะฯ และเลขานุการศาลฯ แล้ว อัยการ โจทก์ ตกลงนำพยานเข้าสืบ 29 ปาก ขณะที่ฝ่ายจำเลย ขอนำพยานเข้าสืบ 92 ปาก โดยสองฝ่ายมีพยานร่วมกัน 19 ปาก

องค์คณะฯ พิเคราะห์แล้ว อนุญาตให้อัยการ โจทก์ นำพยานเข้าไต่สวน 29 ปาก และฝ่ายจำเลย นำพยานเข้าไต่สวน 92 ปาก โดยให้อัยการ โจทก์ และฝ่ายจำเลย นำพยานเข้าไต่สวนให้เสร็จภายใน 20 นัด  

โดยองค์คณะฯ กำหนดนัดไต่สวนพยาน วันที่ 2 และ 16 มี.ค. 59 , วันที่ 20 และ 21 เม.ย. , วันที่ 4 และ 11 พ.ค. , วันที่ 15 และ 29 มิ.ย. , วันที่ 6 และ 27 ก.ค. , วันที่ 3 และ 17 ส.ค. , วันที่ 7 และ 21 ก.ย. , วันที่ 5 และ 19 ต.ค.,วันที่ 2 และ 16 พ.ย. และวันที่ 7 และ 21 ธ.ค.59 ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. ทั้งนี้เพื่อให้การไต่สวนเป็นไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว องค์คณะฯ กำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่าย ส่งคำเบิกความพยานให้ศาลก่อนวันนัดไต่สวนพยานปากนั้นไม่น้อยกว่า 14 วัน และส่งประเด็นคำถามเสนอศาลก่อน 7 วัน หากไม่ดำเนินการตามที่ศาลสั่งจะไม่อนุญาตให้ซักถามพยาน  

ส่วนที่ทนายความจำเลยที่ 8 ,10 ,11,14, 18,19 ยื่นคัดค้านพยานเอกสารโจทก์ โดยอ้างว่าแสวงหาหลักฐานหลังฟ้อง ซึ่งโจทก์ทราบข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว ทำให้จำเลยเสียเปรียบ และพยานดังกล่าวเป็นพยานที่ไม่ได้นำเข้าไต่สวนมาก่อนในชั้น ป.ป.ช. จึงขอให้ศาลเพิกถอนพยานในส่วนนี้นั้น ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า แม้ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาฯ มาตรา 5 ให้ศาลยึดรายงานของ ป.ป.ช.เป็นหลักในการพิจารณาคดี แต่ก็ให้อำนาจศาลไต่สวน หาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร โดยศาลมีอำนาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องจากบุคคล หรือเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำ และจำเลยก็มีสิทธิ์นำพยานเข้าไต่สวนเพื่อหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้อยู่แล้ว จึงให้ยกคำร้องดังกล่าว  

ภายหลัง นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ จำเลย กล่าวว่า วันนี้ (12 พ.ย.) มาตามศาลนัด ซึ่งในฐานะจำเลยก็มีความกังวลอยู่บ้าง แต่เราก็มีความมั่นใจว่าในขณะที่ดำรงตำแหน่งได้ดำเนินการอย่างถูกต้อง เป็นไปตามขั้นตอนระเบียบวิธีการปฏิบัติอย่างครบถ้วน ไม่ได้มีข้อบกพร่องใดๆ ซึ่งศาลได้กำหนดวันนัดไต่สวนพยานครั้งแรก วันที่ 2 มี.ค. 59 โดยศาลอนุญาตให้ฝ่ายจำเลย นำพยานเข้าไต่สวนจำนวน 92 ปาก จาก 1,000 กว่าปาก ตนไม่เห็นรายชื่อทั้งหมด จึงไม่ทราบว่าตัดใครออกไปบ้าง แต่พยานของตนถูกตัดไปเยอะพอสมควร ที่จริงแล้วก็อยากให้ศาลได้ให้โอกาสบางท่านกลับเข้ามาเป็นพยานเพื่อให้ข้อมูลจะได้เกิดความยุติธรรมอย่างเต็มที่ ซึ่งในอนาคตก็ไม่ทราบว่าศาลจะมีช่องทางให้เพิ่มเติมพยานได้หรือไม่  

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับนายอภิชาติ หรือ เสี่ยเปี๋ยง จันทรสกุลพร จำเลยที่ 14 ในคดีทุจริตระบายข้าวรัฐต่อรัฐหรือ จีทูจี นั้น เมื่อวันที่ 27 ต.ค.58 ที่ผ่านมา ศาลแขวงสมุทรปราการ ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ คดีหมายเลขดำ อ.835-836/2558 และ อ.833-834/2558 ที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวงสมุทรปราการ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บ.เพรซิเดนท์ อะกิ เทรดดิ้ง จำกัด ประกอบธุรกิจส่งออกข้าวสารจำหน่ายต่างประเทศ และนายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง กรรมการบริษัท เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก รวม 2 สำนวน กรณีจำเลยยักยอกข้าวที่จะส่งไปต่างประเทศตามสัญญาซื้อข้าวจากประเทศไทย ในโครงการรับจำนำข้าว  

โดยศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุกนายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง ทั้ง 2 สำนวนๆ ละ 3 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 6 ปีโดยไม่รอลงอาญา และปรับบริษัท 2 สำนวนๆ ละ 6,000 บาท รวมปรับ 12,000 บาท และให้จำเลยทั้งสอง ร่วมคืนข้าวสารที่ยักยอกไปในสำนวน อ.833-834/2558 จำนวน 16,400 ตัน หรือใช้เป็นเงินแทนจำนวน 175,480,000 บาท ให้กับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ ผู้เสียหาย และให้ร่วมกันคืนข้าวสารในสำนวน อ.835-836/2558 จำนวน 4,742.96 ตัน หรือใช้เงินแทน 54,385,902.07 บาท  

โดยปัจจุบัน นายอภิชาติ หรือเสี่ยเปี๋ยง ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ เนื่องจากจำเลย ไม่ได้ประกันตัว