วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บก.ลายจุดแจงพรบ.ชุมนุมฯ ไม่ใช่คำตอบคุมการชุมนุม

บก.ลายจุด ระบุเข้าใจถึงเจตนารมณ์ออกพ.ร.บ.ชุมนุมฯ แต่อาจไม่ใช่คำตอบคุมการชุมนุม ด้านตำรวจยัน พ.ร.บ.เป็นเพียงบริบทดูแลความปลอดภัย

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คณะนิติศาสตร์ ได้จัดงานเสวนา "พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ สิทธิโดยชอบ หรือกรอบจำกัด" โดยมีนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือบ.ก.ลายจุด และพล.ต.ต.ศรกฤษณ์ แก้วผลึก ผู้บังคับการกองบังคับการฝึกอบรมตำรวจกลาง เป็นผู้ร่วมเสวนา 

นายสมบัติ กล่าวว่า การชุมนุมนั้นคือเครื่องมือหนึ่งที่ประชาชนใช้เสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิทธิิพื้นฐานของเขาไม่ให้พูดในขณะที่เขาเดือดร้อนไม่ได้ ซึ่งระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ผ่านช่วงการชุมนุมใหญ่มาแล้วหลายเหตุการณ์ และมีการชุมนุมขนาดใหญ่ โดยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างมาก ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งไม่ใช่การเพิ่มอำนาจของรัฐแต่อย่างใด โดยตนมีความเข้าใจในจุดนี้  

ทั้งนี้การชุมนุมนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความดื้อด้านของคู่กรณี ซึ่งจะเป็นฝ่ายรัฐบาล ไม่ได้มีขึ้นมาแบบลอยๆ หากจะต้องมีการเจรจาเบื้องต้นก่อน แต่ถ้าหากประชาชนมีความรู้สึกว่าไม่ได้มีอำนาจการต่อรอง การไปชุมนุมในจุดยุทธศาสตร์ จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคิดว่าเป็นอำนาจในการต่อรอง เพื่อให้คู่กรณีลงมาเจรจา แต่ทั้งนี้รัฐไทยไม่ค่อยมีความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว จึงอาจจะเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมได้   

นอกจากนี้ยังคงมีหลุมพรางในการชุมนุมอย่างหนึ่งก็คือ การสร้างอารมณ์ฮึกเหิิมให้กับผู้ชุมนุม จนไม่สามารถดึงอามรมณ์ของผู้ชุมนุมให้เย็นลงได้ หากตำรวจเข้าไปเจรจากับพวกเขาแล้วเกิดความไม่ลงตัว ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ และเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมมีอารมณ์ร่วมจนถึงจุดสูงสุด และพบว่าหากยังชุมนุมต่อเช่นนี้ก็จะไม่ชนะ เมื่อนั้นกฎหมายฉบับนี้อาจจะไม่ใช่คำตอบก็เป็นได้ 

นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ในส่วนของ พ.ร.บ. นั้น อย่างในเรื่องการกำหนดเช่นห้ามปกปิดใบหน้าในการเข้าร่วมชุมนุมเนื่องจากการชุมนุมจะต้องมีความโปร่งใส เพราะการปกปิดใบหน้านั้นไม่ได้เป็นเรื่องของอากาศร้อน แต่อาจจะเป็นสัญญาณส่อไปถึงปัญหา แต่การชุมนุมควรจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส ซึ่งตนเห็นด้วย ในส่วนของการพกพาอาวุธนั้น เหล่าแกนนำก็มักจะอธิบายว่าเป็นการป้องกันตัวเองจากฝ่ายตรงข้าม เนื่องจากม๊อบขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดความรุนแรง จุดนี้ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า หากระบุไม่ให้มีอาวุธ ตำรวจจะรับประกันความปลอดภัยให้พวกเขาได้หรือไม่ หรือถ้ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐพกพาอาวุธไปในกลุ่มผู้ชุมนุม จะถือว่ามีความชอบธรรมหรือไม่ แต่ทั้งนี้การชุมนุมนั้นควรจะมีการพัฒนาได้แล้ว ไม่ควรจะมีการปกปิดใบหน้า และพกพาอาวุธ  

ด้าน พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตำรวจมักจะถูกกล่าวหาว่าใช้ความรุนแรงกับผู้ร่วมชุมนุม หรือไม่มีแบบแผนการปฏิบัติงานบ้าง ตนจึงคิดว่าถึงเวลาที่ควรจะต้องมีอะไรบางอย่างที่จะเป็นตัวช่วยมาดูแลเรื่องนี้ ซึ่งในความเป็นจริงเวลาเกิดการชุมนุมนั้น ตำรวจจะไม่ใช่คู่กรณีของประชาชน แต่ตำรวจนั้นก็ต้องมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับประชาชน โดยเป็นการทำตามบริบทหน้าที่ ถ้าการชุมนุมไม่มีเหตุรุนนแรงเกิดขึ้นได้ก็เป็นเรื่องดี แต่ทั้งนี้การเกิดปัญหาความรุนแรงนั้นส่วนใหญ่จะเป็นการชุมนุมทางการเมือง ดังนั้นปัญหารที่เกิดจากการเมือง ก็ควรจะแก้ด้วยการเมือง

พล.ต.ต. ศรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐพกพาอาวุธเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุม หากได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาย่อมทำได้ แต่ถ้าหากพกเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ว่าจะเป็นอาวุธประจำกายหรือมีใบอนุญาตพกพา ก็ต้องถือว่ามีความผิด รวมถึงเจ้าหน้าที่ ที่เข้าไปหาข่าวในกลุ่มผู้ชุมนุม จากนี้ไปจะต้องแต่งเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ตนมีความคิดที่อยากจะเปลี่ยนทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้เข้าใจว่าการทำหน้าที่นั้นเป็นไปในบริบทการรักษาความปลอดภัย ซึ่งอาจจะมีการแต่งชุดสีกากีไปเจรจากับผู้ชุมนุมว่า จะทำอะไรได้บ้างเพื่อรักษาความปลอดภัยให้ผู้ชุมนุม

"ในกฎหมายฉบับนี้ ได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่ที่ลงปฏิบัติงานดูแลการชุมนุม จะต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้มีทักษะที่เข้าใจ และอดทนต่อการชุมนุม และเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับโดยไม่ละเว้น ถ้าวันนี้ทุกคนมีความเข้าใจเช่นนี้ รูปแบบการทำงานร่วมกันก็จะเกิดการประนีประนอม พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้มีเพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุม แต่เป็นไปเพื่อรักษาความปลอดภัยหากมีหน่วยงานอื่นจะเข้าร่วมดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ก็จะต้องผ่านการอบรบเช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ" 

พล.ต.ต.ศรกฤษณ์ กล่าวว่า มีการวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นการจำกัดสิทธิในการชุมนุม ตนขอยืนยันว่าการชุมนุมนั้นไม่จำเป็นต้องขออนุญาต แต่มีการจำกัดบางเรื่องเช่นสถานที่ เวลา เครื่องเสียง เป็นต้น โดยทางกลุ่มผู้ชุมนุมสามารถแจ้งเรื่องการชุมนุมได้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ อีเมล และแฟกซ์ แล้วทางเจ้าหน้าที่จะตอบกลับ ซึ่งไม่ได้เป็นการอนุญาตหรือไม่ แต่จะเป็นการชี้แจงว่าการจัดชุมนุมในพื้นที่นั้นผิดกฎหมายหรือไม่ เจ้าหน้าที่คนไหนรับผิดชอบดูแแลกลุ่มผู้ชุมนุม และทางตำรวจจะขอความร่วมมือจากท่านเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งจะระบุเป็นข้อๆตามแบบฟอร์ม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกัน

แต่ถ้าหากส่งเรื่องแล้วไม่ได้รับการตอบกลับภายใน 24 ชม. ก็สามารถจัดการชุมนุมได้ แต่ถ้าหากมีข้อผิดกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ก็จะลงไปคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุม ส่วนของการจัดชุมนุมในพื้นที่สถานศึกษาสามารถทำได้ หรือพื้นที่ส่วนบุคคลสามารถทำได้เลย เพราะไม่เข้าข่ายกฎหมายฉบับนี้ ทั้งนี้ตนไม่เคยคิดว่ากฎหมายฉบับนี้คือยาขนานเอกแก้ไขปัญหา เพียงแต่เป็นบริบทอำนาจหน้าที่ ซึ่งมีส่วนสร้างความชัดเจนว่าตำรวจสามารถทำอะไรได้บ้าง