วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เพื่อไทย'ออกแถลงการณ์อีก อัดระบบเลือกตั้งแบบปันส่วนผสม

พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ ต่อเนื่องเป็นวันที่2 อัดระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม ไม่เป็นสากล-ไม่เหมาะกับประเทศไทยและการเมืองไทย

ผู้สื่อขาาวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ ต่อระบบการเลือกตั้งที่จะนำมาใช้ โดยมีใจความว่า ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) มีแนวคิดที่จะนำระบบเลือกตั้งที่เรียกว่า “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” มาใช้ โดยกำหนดให้มีส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ แต่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดยจะนำคะแนนของผู้ที่แพ้การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตไปคำนวณเพื่อหาจำนวนที่นั่งของส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ส่วนคะแนนที่ชนะการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตจะถูกตัดทิ้ง ไม่นำมาคำนวณในส่วนของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออีก ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เคย มีใช้มาก่อนในประเทศใด พรรคเพื่อไทยได้พิจารณาแล้วมีความเห็น ดังนี้

 

1. การพิจารณาว่าจะนำระบบการเลือกตั้งแบบใดมาใช้นั้น ควรต้องพิจารณาปัจจัยด้านต่างๆ และผลกระทบที่จะตามมาอย่างรอบด้าน เช่น โอกาสและความเท่าเทียมกันของพรรคการเมืองในการส่งผู้สมัคร ความต้องการของประชาชน ความมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ ต้องเป็นระบบที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวมมากที่สุด ไม่ใช่ระบบที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา

 

2. เมื่อกรธ.กำหนดให้มีส.ส.สองประเภท ก็ควรให้ประชาชนได้แสดงเจตนาในการเลือกตั้งตามประเภทของส.ส.และวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้งแต่ละประเภทดังกล่าว การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวให้เลือกผู้สมัครและพรรคการเมืองไปพร้อมกันจึงไม่อาจทราบถึงความต้องการของประชาชนได้ว่า ที่ลงคะแนนไปนั้นประสงค์จะเลือกผู้สมัครหรือเลือกพรรคการเมือง จึงเป็นการจำกัดสิทธิประชาชนที่ประสงค์ที่จะเลือกผู้สมัครที่ตนรัก และเลือกพรรคที่ตนชอบ หรือประสงค์จะเลือกพรรคแต่ไม่ประสงค์จะเลือกตัวบุคคล เพราะในทางปฏิบัติประชาชนอาจไม่ชอบผู้สมัครแต่ชอบพรรค ชอบพรรคแต่ไม่ชอบผู้สมัคร ระบบนี้จึงไม่ได้สะท้อนความต้องการอันแท้จริงของประชาชน

 

3. การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่าผู้เลือกตั้งต้องการสนับสนุนตัวบุคคลหรือพรรค การตัดคะแนนผู้สมัครที่ชนะเลือกตั้งในเขตทิ้งไป และนำเฉพาะคะแนนของผู้สมัครที่แพ้เลือกตั้งไปคำนวณจำนวนส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ จะเป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชนเสียมากกว่า ประชาชนอาจเลือกผู้สมัครแต่ไม่เลือกพรรค เลือกพรรคแต่ไม่เลือกผู้สมัคร หรือเลือกทั้งพรรคและผู้สมัคร แต่คะแนนที่เลือกพรรคกลับถูกตัดทิ้งไป ข้ออ้างที่ว่าเคารพทุกคะแนนที่ประชาชนเลือกจึงไม่จริง ระบบนี้จึงไม่มีความเป็นธรรม และที่น่าเป็นห่วงมากคือ พรรคที่ชนะการเลือกตั้งในระบบเขตมีจำนวน ส.ส.มาก อาจไม่ใช่พรรคเสียงข้างมากในสภาฯ เพราะถูกตัดคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อออกไปหมด

 

4. ระบบการเลือกตั้งแบบผสมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 นั้น ได้เคยนำมาใช้ในการเลือกตั้งทั่วไปแล้วหลายครั้ง ซึ่งประชาชนมีความคุ้นเคยและออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้นตลอด ซึ่งระบบการเลือกตั้ง การแบ่งเขตและการคิดคะแนน ก็สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างชัดเจนว่าจะเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองต่างก็แข่งขันกันด้านนโยบายมากขึ้น แต่ระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมที่นำเสนอนั้น ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันผิดไปจากวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง และระบบนี้จะทำให้พรรคการเมืองไม่ต้องแข่งขันกันด้านนโยบายมากนัก เพราะถึง จะแพ้การเลือกตั้งก็นำคะแนนที่แพ้มาคำนวณจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้อยู่แล้ว

 

5. ระบบจัดสรรปันส่วน (APPORTIONMENT) ไม่ใช่ระบบสัดส่วน (PROPORTIONAL REPRESENTATION) ซึ่งเป็นระบบที่แท้จริงในการสะท้อนทุกคะแนนไม่ให้สูญเปล่า เพราะจะนับคะแนนที่ประชาชนลงคะแนนให้แต่ละพรรค (POPULAR VOTES) แล้วคำนวณที่นั่งส.ส. ตามสัดส่วนคะแนนที่แต่ละพรรคได้มาทั้งประเทศ ดังนั้น ระบบจัดสรรปันส่วนจึงไม่ให้ความเป็นธรรมและสะท้อนความนิยมของพรรคอย่างแท้จริง

 

6. ระบบจัดสรรปันส่วนผสมไม่ได้ส่งผลให้การซื้อสิทธิขายเสียงลดน้อยลงแต่อย่างใด เพราะเมื่อใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวก็ยิ่งจะทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงทำได้ง่ายขึ้น ต่างจากระบบผสมที่กำหนดให้การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งใหญ่ นอกจากนี้ การซื้อสิทธิขายเสียงจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับมาตรการทางกฎหมายและองค์กรที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งมากกว่าที่จะขึ้นอยู่กับระบบการเลือกตั้ง

 

7. กรธ.ตั้งใจว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นสากล แต่ระบบจัดสรรปันส่วนไม่เป็นสากล และกรธ.น่าจะฉุกคิดได้ว่าทำไมประเทศแม่แบบประชาธิปไตยและประเทศที่เจริญทั้งทางวัตถุและการเมืองจึงไม่ใช้ระบบนี้ในการเลือกตั้ง การกล่าวอ้างว่าไทยไม่จำเป็นต้องลอกตำราฝรั่งนั้น ต้องถามว่าระบบรัฐสภา องค์กรอิสระ การแบ่งแยกอำนาจ สิทธิเสรีภาพประชาชน การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การยุบสภาฯ การจัดทำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เราคิดเองหรือนำองค์ความรู้มาจากต่างประเทศ

 

8. พรรคเพื่อไทยเห็นว่าปัญหาของการเมืองที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพราะระบบการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ดี แต่เกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ปัญหาที่ผู้แพ้การเลือกตั้งไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และใช้วิธีการเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การใช้องค์กรและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันเป็นต้น ระบบเลือกตั้งแบบผสมที่ใช้ในอดีตนั้นมีข้อดีมากกว่า แม้จะมีข้ออ้างว่ารัฐบาลเข้มแข็งเกินไปก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐบาลอ่อนแอลง แต่ควรไปแก้ที่สาเหตุของปัญหา เช่น เพิ่มระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้น สร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรที่ใช้อำนาจให้เหมาะสม เป็นต้น

 

พรรคเพื่อไทยจึงเห็นว่า ระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมไม่ใช่เป็นระบบที่เป็นสากล และไม่ใช่ระบบที่เหมาะสมกับประเทศไทย และการเมืองไทยแต่อย่างใด เป็นระบบที่จะสร้างปัญหามากกว่าจะแก้ปัญหา ระบบที่กรธ.จะนำมาใช้นั้นยังไม่เคยใช้มาก่อน ควรต้องศึกษาผลดี ผลเสีย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ถ่องแท้ เนื่องจากประเทศชาติไม่ใช่เครื่องทดลองทางความคิดของกรธ. ที่คิดอะไรได้ก็จะนำมาใช้ทันที ระบบการเลือกตั้งที่เหมาะสมกับประเทศไทยนั้น ควรใช้ระบบการเลือกตั้งแบบผสมตามรัฐธรรมนูญ 2540 หรือ 2550 เป็นหลัก เนื่องจากเป็นระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชน และเปิดโอกาสให้เลือกทั้งคนและพรรคโดยไม่ตัดคะแนนใดๆ ที่ประชาชนมอบให้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่แพ้เลือกตั้งหรือชนะเลือกตั้งก็ตาม