โฆษกรัฐบาล ระบุนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ดีเดย์วันแรกกระแสตอบรับดี ศธ.เตรียมส่งทีมสมาร์ทเทรนเนอร์ประเมินผลทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ที่เริ่มดำเนินการในวันนี้เป็นวันแรกได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เนื่องจากเป็นมิติใหม่ของการศึกษาที่มีการปรับลดชั่วโมงเรียนบางวิชาให้น้อยลง แต่ไม่กระทบเนื้อหาหลัก 8 กลุ่มสาระวิชาที่เด็กควรเรียนรู้ เช่นจากเดิมที่นักเรียนเคยเรียน 9 คาบจะเหลือเพียง 7-8 คาบ และหลังจาก 14.00 น. เด็กนักเรียนได้ฝึกปฏิบัติมากขึ้น โดยหลายโรงเรียนได้เลือกจัดกิจกรรมที่ตรงกับความต้องการของเด็ก ครอบคลุมรูปแบบที่หลากหลาย เช่น กิจกรรมแนะแนว การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม การคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา การพัฒนาทักษะการสื่อสาร เชื่อมความสามัคคีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และการฝึกอาชีพ เป็นต้น
ทั้งนี้ นโยบายดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ เข้าร่วมนำร่องในภาคเรียนที่ 2 นี้ จำนวน3,831 โรง ได้แก่ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 3,437 โรง โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา จำนวน 384 โรง และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 10 โรง โดยกระทรวงศึกษาธิการจะส่งชุดสมาร์ทเทรนเนอร์จำนวน 300 ทีม ลงตรวจประเมินผลทั่วประเทศทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และทุก 3 เดือน เพื่อนำข้อมูลกลับมาวิเคราะห์ว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ต้องปรับปรุงแก้ไขอะไรบ้าง
"นายกฯ พอใจที่ทุกฝ่ายให้การตอบรับนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นอย่างดี และต้องการให้ขยายจำนวนโรงเรียนให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนหากผลประเมินออกมาดี และยังย้ำว่าการปรับลดเวลาเรียนเพื่อให้เด็กได้มีเวลาอยู่ด้วยกัน พูดคุยกัน นำเรื่องต่าง ๆ มาคิดวิเคราะห์ หรือสอนให้รู้ว่าจะนำสิ่งที่เรียนไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในวันข้างหน้าได้อย่างไร และเมื่อเด็กได้พัฒนาทักษะกับมีโอกาสแสดงศักยภาพและความสามารถที่ตนเองสนใจโดยมีครูคอยให้คำปรึกษา จะทำให้เด็กมีความสุขในการเรียน"





