วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เคที'เริ่มเก็บค่าโดยสารแท็กซี่คนพิการ1ธ.ค. อัตราเริ่มต้น35บ

"เคที"เริ่มเก็บค่าโดยสารแท็กซี่คนพิการ 1 ธ.ค.อัตราเริ่มต้น 35 บาท ยกเว้นเก็บค่าเรียกถึง 1 มี.ค.59

นางจุณทิชา ช่วงอรุณ รองกรรมการผู้อำนวยการบริษัทกรุงเทพธนาคมจำกัด(เคที)ในฐานะวิสาหกิจกรุงเทพมหานคร(กทม.)กล่าวว่า ภายหลังจากที่บริษัททดลองให้บริการรถผู้พิการและผู้สูงอายุที่ใช้รถเข็นหรือวีลแชร์มาเป็นระยะเวลา2ปีกว่า บริษัทได้ดำเนินการจัดเก็บข้อมูลทั้ง ข้อมูลผู้เรียกใช้บริการพื้นที่เรียกใช้บริการประจำจุดหมายที่ไปรวมถึงสถิติค่าใช้จ่ายต่างๆหรือการเปรียบเทียบการให้บริการผู้ที่ใช้วีลแชร์กับรถแท็กซี่ รถพยาบาลและรถบริการอื่นฯ เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงคุณภาพทั้งกายภาพรถและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง

โดยไม่เก็บอัตราค่าโดยสารถึงปัจจุบัน และได้รับการยอมรับจากผู้โดยสารที่มาใช้บริการ โดยได้พิจารณาจากแบบสอบถามผู้ใช้บริการและโซเชียลเน็ตเวิร์คขณะที่สถิติการให้บริการมีการเรียกใช้บริการเฉลี่ยต่อเดือน1,648งาน จากจำนวนรถให้บริการ30คันโดยสถานที่เป้าหมายการเดินทางสูงสุดที่โรงพยาบาลร้อยละ31ห้างสรรพสินค้าและตลาดร้อยละ 25 ศูนย์คนพิการ ร้อยละ 14 บ้านเพื่อนหรือญาติ ร้อยละ11ส่วนที่เหลือเดินทางไปยังสถานที่ทั่วไปอาทิสถานที่ราชการสถาบันการศึกษาวัดโบสถ์เป็นต้น 

นางจุณทิชา กล่าวต่อว่าสำหรับค่าบริการนั้นตามแผนจะเริ่มเก็บค่าบริการตั้งแต่วันที่1ธ.ค.2558ในอัตราเดียวกับแท็กซี่เริ่มต้น 35 บาทบวกค่าเรียกใช้บริการ 50 บาท แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระของผู้ใช้บริการกทม.จึงขอให้เรียกเก็บเฉพาะค่าโดยสารไปก่อนและส่วนค่าเรียกใช้บริการ 50 บาท จะเริ่มเก็บในวันที่1มี.ค.2559 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม อัตราค่าโดยสารที่เรียกเก็บรวมค่าเรียกใช้บริการนั้นมีอัตราต่ำกว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายจริงมากถึงแม้กทม.จะสนับสนุนงบประมาณร้อยละ60ก็ยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายแต่เพื่อให้ประชาชนกลุ่มนี้ได้มีสิทธิการเดินทางที่สะดวกมีค่าใช้จ่ายที่เท่าเทียมกับกลุ่มบุคคลอื่นบริษัทจึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินเองโดยจะจัดกิจกรรมเพื่อเชิญชวนให้หน่วยงานต่างๆเข้าร่วมโครงการสนับสนุนอุปกรณ์ต่างๆของตัวรถหรืออาจเป็นสิ่งของหรือการบริการที่บริษัทนั้นดำเนินกิจการอยู่ เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่างๆลงให้มากที่สุด 

"จากการเปิดทดลองเดินรถพร้อมศึกษาและเก็บสถิติการเดินทางพบว่าผู้โดยสารร้อยละ84จะใช้บริการโดยไปส่งและรอรับกลับทำให้ไม่สามารถให้บริการเหมือนแท็กซี่ทั่วไปได้ดังนั้นเมื่อคำนวณออกมาจะมีค่าใช้จ่ายสูงมากกว่าแท็กซี่ทั่วไปรายได้ที่เข้ามาจึงไม่สมดุลกับรายจ่ายแต่บริษัทมีนโยบายที่จะดำเนินการต่อไปเพราะเห็นว่ามีประโยชน์กับประชาชน"นางจุณทิช กล่าว