วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ค้าสะพานเหล็กร้องผู้ตรวจการ ยื้อถอนอีก 6 เดือน

ผู้ค้าสะพานเหล็กร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอยื้อรื้อถอนอีก 6 เดือน กทม.ยันให้คำตอบ 20 ต.ค.นี้

นายธาวิน อินทร์จำนงค์ รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงพื้นที่บริเวณคลองโอ่งอ่าง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ภายหลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มผู้ค้าสะพานเหล็กเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มผู้ค้าสะพานเหล็กได้ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ และสำนักงานเขตพระนคร กรณีมีคำสั่งให้รื้อถอนอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำคลองสาธาณะบริเวณแนวคลองโอ่งอ่างภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันปิดประกาศ  

นายธาวิน กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นการเก็บข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปหารือร่วมกับสำนักงานเขตในการหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรไม่สามารถให้คำตอบได้ โดยในส่วนของผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่พิจารณาสอบสวนหาข้อเท็จจริงจากเรื่องที่ร้องเรียน อาทิ การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การปฏิบัตินอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ของหน่วยงานราชการ หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และราชการส่วนท้องถิ่น นอกจากนี้ ผู้ตรวจการมีหน้าที่ในการตรวจสอบกรณีการละเลย หรือการปฏิบัติตามหน้าที่ตามกฎหมายแล้ว แต่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้ความเป็นธรรม อย่างไรก็ตามจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย  

ที่สำนักงานเขตสัมพันธวงศ์ ได้มีการจัดประชุมเจรจาระหว่างผู้ค้าและหน่วยงานรัฐเพื่อหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีนายธาวิน เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. พ.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาผู้ว่ากทม.ฯ ผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ ผู้อำนวยการเขตพระนคร คณะทำงานแก้ไขปัญหาผู้รุกล้ำคลองโอ่งอ่าง เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและ ผู้ค้าสะพานเหล็ก สะพานหัน จำนวน 137 รายเข้าร่วมประชุม  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม พล.ต.ต.วิชัย ได้ชี้แจงเหตุผลในการจัดระเบียบ ข้อกฎหมาย และคำสั่งของการจัดระเบียบในพื้นที่คลองโอ่งอ่าง รวมทั้งแนวทางการจัดระเบียบพื้นที่สาธารณะในกรุงเทพฯ ซึ่งกทม.มีความหนักใจที่จะดำเนินการเรื่องนี้ แต่เนื่องจากมีประชาชนร้องเรียนเรื่องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะ ที่สำคัญศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้รื้อถอนตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และที่ผ่านมาก็มีมติคณะรัฐมนตรี รวมทั้งมติคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ที่ให้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว ซึ่งกทม.ก็ต้องทำตามกฎหมาย โดยกรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้กทม.ก็ดำเนินการกับการใช้ประโยชน์ในที่สาธารณะที่อื่นๆมาแล้วหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม กทม.ยืนยันว่าพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือโดยการติดต่อ หรือจัดหาสถานที่ขายแห่งใหม่ให้ แต่ไม่ใช่การนำพื้นที่สาธารณะมาจัดสรรให้ขาย ขณะที่ตัวแทนผู้ค้าก็ได้ชี้แจงเหตุผล พร้อมยื่นขอให้กทม.ขยายเวลาในการรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างออกไปอีก 2-3 ปี เนื่องจากระยะเวลาที่กำหนดเร็วเกินไป และขอมีส่วนร่วมในการปรับภูมิทัศน์บริเวณ คลองโอ่งอ่างด้วย โดยเฉพาะหากมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และจัดระเบียบพื้นที่แล้ว ให้ กทม.จัดสรรพื้นที่บางส่วนเพื่อให้ผู้ค้าได้ขายที่เดิมได้หรือไม่  

นายวัลลภ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ปัจจุบันการดำเนินการบริเวณคลองโอ่งอ่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บโบราณสถาน ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ขัดต่อมติของคณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์ และคำพิพากษาของศาลที่ให้ผู้ค้าบริเวณดังกล่าวออกจากพื้นที่ ซึ่งกทม.จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายตามขั้นตอน ซึ่งตั้งแต่ปี 2543 ได้มีคำสั่งให้รื้อย้าย ซึ่งกทม.ได้ปิดประกาศแจ้งผู้ค้ามาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กลุ่มผู้ค้าจะทำหนังสือไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอขยายระยะเวลาในการรื้อถอนออกไปอีก 6 เดือน ซึ่งเดิมกำหนดให้ผู้ค้าย้ายออกในวันที่ 20 ต.ค.นี้

แต่กทม.จะรับข้อเสนอจากกลุ่มผู้ค้าไว้ด้วย เพื่อเสนอคณะกรรมการ แต่จะได้หรือไม่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกทม. เนื่องจากการจัดระเบียบพื้นที่ดังกล่าวเป็นนโยบายของหลายส่วนราชการ ที่กำหนด แต่จะพยายามเร่งรัดให้ได้คำตอบภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ แต่หากภายในวันที่ 20 ต.ค.นี้ยังไม่ได้คำตอบได้ กทม.ต้องดำเนินการตามคำสั่งที่ได้ปิดประกาศไว้คือการรื้อถอนทันที  

"ผู้ค้าได้ทราบเรื่องนี้มาโดยตลอด และทาง กทม.ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนด้วย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงนอกจากการรุกล้ำพื้นที่สาธารณะ การสร้างสิ่งกีดขวางทางระบายน้ำ คือ ปัญหาอัคคีภัย การก่อวินาศภัย ซึ่งกทม.ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ เพราะช่องทางไม่เพียงพอ รวมถึงปัญหาด้านความมั่นคง เนื่องจากผู้ค้าส่วนหนึ่งเป็นผู้ค้าต่างชาติ และสินค้าที่ขายก็ได้รับการร้องเรียน เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์"นายวัลลภ กล่าว