มหาดไทยมอบภารกิจผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศขับเคลื่อนงานสนองรัฐบาล เข้มเตือนประชาชน รับมือภัยแล้งรอบ2 งดทำนาสำรวจข้อมูลปลูกพืชอื่นแทน
กระทรวงมหาดไทย จัดประชุมซักซ้อมชี้แจงการปฎิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย “เรื่องมาตรการและแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้ง” โดยมีนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอานนท์ สนิทวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ( GISTDA ) รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายพรพจน์ เพ็ญพาส รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และนายณัฐพงศ์ ศิริชนะ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยฝ่ายบริหาร เข้าร่วมชี้แจงให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ
นายกฤษฎา กล่าวว่า ช่วงนี้หลายพื้นที่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง แล้วยังมีบางพื้นที่กำลังจะประสบปัญหาในอีก 6 เดือนข้างหน้านี้ ดังนั้นทางกระทรวงมหาดไทยจึงจัดการประชุมเพื่อซักซ้อมแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะถ้าหากเกิดปัญหาขึ้นคงไม่พ้นที่ความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยจะมีการมอบหมายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูแลประชาชนที่อาจจะได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาภัยแล้งในอนาคตข้างหน้า โดยต้องมีการไปสอบถามจากประชาชนจะสามารถประกอบอาชีพอื่นได้หรือไม่ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วเราจะจัดสรรสิ่งที่ประชาชนต้องการ เพื่อให้เขาได้ประโยชน์
รวมถึงรัฐบาลด้วย ในส่วนของนโยบายสำคัญที่จะลงไปสู่ตัวอำเภอและจังหวัดนั้น ซึ่งบางเรื่องเป็นนโยบายเร่งด่วน ทำให้การปฏิบัติอาจจะไม่ชัดเจน เช่น มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล (ตำบลละ5ล้าน) จะมีการขยายระยะเวลาออกไป เป็นต้น ในส่วนของปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือและภาคใต้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีนโยบายชัดเจนปีที่ผ่านมาเราไม่ได้มีการตั้งหลักในการดูแลเรื่องปัญหาหมอกควัน การแก้ปัญหาอย่างที่ดำเนินการอยู่ยังทำได้ไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นจะมีการหารือกันก่อนเดือน พ.ย.นี้ อย่างไรก็ตามปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้เป็นหมอกควันจากประเทศข้างเคียง แต่ทางภาคเหนือนั้นส่วนมากจะเกิดขึ้นจากภายในประเทศ เราจึงมีนโยบายที่จะทำให้หมอกควันในประเทศของเรานั้นหมดไปเสียก่อน
ด้านนายอานนท์ กล่าวว่า ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกน้อยมาก ส่งผลให้การกักเก็บน้ำมีปริมาณที่จำกัด ดังนั้นจึงดำเนินการใช้ดาวเทียมในการค้นหาแหล่งน้ำในท้องถิ่น จึงต้องมีการเตรียมการรับมือภัยแล้งที่จะมา โดยเฉพาะขระนี้พื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ต้องเตรียมรับมือ แล้ว 4 เขื่อนหลักที่กักเก็บน้ำก็ไม่มีน้ำเหลือพอเพียงทำให้ภาคกลางต้องรับผลกระทบตรงนี้ไปด้วย ส่วนภาคตะวันออกโชคดีที่พอมีน้ำเหลืออยู่บ้าง อย่างไรก็ตามพื้นที่ 46 จังหวัดจากข้อมูลดาวเทียมแหล่งน้ำที่กักเก็บยังไม่ดีมากนัก ดังนั้นภัยแล้งในช่วงนับจากนี้ไปขอให้ผู้ว่าฯไปช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าในต่อสภาวะที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้านี้ด้วย
ต่อมาพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวซักซ้อมภารกิจของกระทรวงมหาดไทยในการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลปี 2559 ต่อผู้ว่าราชการทั้งหวัดทั่วประเทศ
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ในมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล(ตำบลละ5ล้าน) คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติเห็นชอบขยายเวลาจากเดิมวันที่ 31 ธ.ค. 2558 เป็น 31 ม.ค.2559 นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติ ในเรื่องการให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด สามารถให้หน่วยงานในสังกัด ใช้อุปกรณ์ของจังหวัดในการดำเนินโครงการดังกล่าว รวมถึงอนุมัติงบบริหารจำนวน 187 ล้านบาทเศษ เพื่อดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าว ซึ่งเป็นของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบให้จังหวัดละ 600,000 บาท รวมทั้งสิ้น 45 ล้านบาท ซึ่งเป็นของสำนักงานปลัดฯ 2 ล้านบาท รวมเป็น 47 ล้านบาท ของกรมการปกครองที่จะให้แก่ตำบล ตำบลละ 15,000 บาท อำเภอละ 30,000 บาท
พล.อ.อนุพงษ์ ยังกล่าวถึงปัญหาการบริหารจัดการน้ำว่า ขณะนี้มีการร่วมมือกันหลายหน่วยงาน และกำลังจะดำเนินมาตรการในการให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย และเหมาะสมกับพื้นที่ โดยประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้เข้ามาดูว่าในแต่ละพื้นที่เหมาะสมที่จะทำเกษตรอะไรได้บ้าง และให้คำนวณความต้องการของตลาดมาเลยว่า จะสามารถขาย และต้องการได้เท่าไหร่ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้แนะนำ รวมถึงหาวิธีการให้ขายได้ราคาเท่าเทียมกับตลาด
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวย้ำ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในเรื่องการแก้ปัญหาฝนแล้งว่า ให้เข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อพิจารณาว่า การปลูกพืชที่ใช้น้ำมากในช่วงนี้จะเกิดปัญหาเพราะขาดแคลนน้ำ หากเพาะปลูกไปแล้วไม่มีน้ำใช้ก็จะขาดทุน อยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไปพูดคุย และอธิบายเพิ่มเติมว่า ภายใน 2 สัปดาห์จะมีกรอบที่เป็นการแก้ปัญหา จะให้เกษตรกรในแต่ละพื้นที่นั้นเหมาะสมที่จะเพาะปลูกอะไร ซึ่งทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ข้อเสนอแนะว่าไม่จำเป็นต้องให้เกษตรกรลงมือทำเลย แต่ต้องให้เขาทราบก่อนว่าจะต้องปลูกอะไร หากผู้ว่าฯมีปัญหาอะไรในพื้นที่ ก็สามารถติดต่อมาที่กระทรวงมหาดไทยได้โดยตรง ตนเชื่อมั่นในการทำงานของท่านผู้ว่าฯทุกคน สำหรับการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ อาทิ ภาพที่ประชาชนกำลังทอดแหอยู่บนถนนที่มีน้ำขังนั้น ขอกำชับว่าอะไรที่เป็นปัญหาเรื้อรังจนทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย ขอให้ใช้กลไกของผู้ว่าราชการจังหวัดในการแก้ปัญหา บางปัญหาไม่ได้เรื้อรังมานานแต่ส่งผลกระทบ เราก็ต้องแก้ไขอย่าปล่อยให้มันยืดเยื้อ
"อย่างกรณีการเผารถของตำรวจที่อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เป็นสิ่งที่ผู้ว่าสามารถพูดกับนักปกครองในสายมหาดไทยได้ต้องไปเตือนชาวบ้านดีๆว่า การที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือโดนรังแกจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทุกคนจะได้รับการแก้ไขโดยผู้ว่าราชการจังหวัด แต่การที่อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม แล้วไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เราต้องบอกเขาว่าการทำแบบนี้ตัวเองต้องรับผลของการกระทำนั้นตามกฎหมาย ดังนั้นตอนอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมถือว่ายังไม่ผิด แต่พอเผาจะกลายเป็นผิดทันที ให้กรณีนี้เป็นบทเรียนแก่คนในประเทศ ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างกรณีนี้ เราไม่สามารถที่จะทำแบบนั้นได้ ถ้าทำแล้วจะเดือดร้อน" รมว.มหาดไทย ระบุ
พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ส่วนการกลไกการประเมินหน่วยงานในสังกัด เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น เราจะมีแบบประเมิน เพื่อให้นายอำเภอมีรายละเอียดที่จะดำเนินการต่อไปได้ โดยปีนี้เราจะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทย ให้มีประสิทธิภาพดูแลพื้นที่ให้มากกว่านี้ ทั้งท้องที่ และการพัฒนาท้องถิ่น ทุกฝ่ายต้องมีการกำกับพร้อมขับเคลื่อนที่ดีกว่านี้ ซึ่งมาตรการการประเมินเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยในการดำเนินการ เช่น ถ้ามีการจับยาเสพติดล็อตใหญ่ๆ มีหน่วยงานเข้าไปดำเนินการมากมาย แต่เรายังมีปัญหานี้อยู่ มันสร้างความเสียหายให้ประเทศชาติ ทำให้เด็กและเยาวชนไม่สร้างความเข้มแข็งให้ตัวเอง ไม่เรียน ไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดปัญหาอาชญากรรมตามมาหลายด้าน ถือว่าเป็นปัญหาระดับชาติแล้ว
"ผมขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกคนใช้กลไกช่วยกันทำให้ปัญหาเหล่านี้ทมันหมดไป ผมยกตัวอย่างหากมีการจับยาบ้าที่ไหน หากจับแล้วตำรวจก็โดนย้าย ย้ายแล้วห้ามกลับที่เดิม ตอนนี้ผมเข้าใจว่าจะกระเทือนถึงนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัด หากท่านไม่มีมาตรการเหล่านี้เอาไว้" รมว.มหาดไทย กล่าว





