กต.เชิญคณะทูตานุทูต 56 ชาติ และองค์การระหว่างประเทศ 7 แห่ง แจงความคืบหน้าเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ เผยทูตพอใจไทยเพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัย
นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยพล.ต.ท. ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เชิญคณะทูตานุทูต 56 ประเทศ โดยเป็นเอกอัคราชทูต 2 ประเทศ และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ 7 แห่ง ร่วมรับฟังความคืบหน้าเหตุการณ์ระเบิดแยกราชประสงค์หลังเกิดเหตุการณ์ มาแล้วกว่า 1 เดือน ทั้งนี้ การชี้แจงครั้งนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
โดยภายหลังนายเสข เผยว่า คณะทูตมีความพึงพอใจที่ประเทศไทย ได้เพิ่มมาตรการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น และมีการอธิบายกระบวนการสืบสวนสอบสวนให้ต่างชาติรับทราบอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า ในการพบปะคณะทูตานุทูตครั้งนี้ ได้ชี้แจงความคืบหน้าทางคดีในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาให้คณะทูตรับทราบ ซึ่งพบว่าคณะทูต ยังมีข้อสงสัยในบางประเด็นบ้างเล็กน้อย อาทิ ขั้นตอนการสืบสวน การแจ้งข้อกล่าวหา และการควบคุมตัวผู้ต้องหา และการพิสูจน์สัญชาติ ถ้าเราไม่สามารถหยุดยั้งกลุ่มนี้ อาจจะไปก่อความรุนแรงขึ้นอีก นอกจากนี้ ขอยืนยันว่า สตช. ไม่เคยระบุว่าผู้ต้องหาคดีระเบิดว่ามีสัญชาติใด
ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะเรียกว่าก่อการร้ายหรือไม่ จะต้องดูว่าเข้าข่ายนิยามการก่อการร้ายหรือไม่ ซึ่งการก่อการร้าย เป็นการก่อเหตุเพื่อแสดงความไม่พอใจของบางกลุ่มเท่านั้น ซึ่งหากจะเรียกว่าก่อการร้ายต้องดูว่ามีเครือข่ายทั่วโลกหรือไม่ หรือ มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และประกาศตัวแสดงความรับผิดชอบ เพื่อยืนยันข้อเรียกร้อง
เมื่อถามถึงกรณีที่ทางการมาเลเซียสามารถจับกุมตัวผู้ต้องสงสัย 8 ราย ที่พบ 4 คนในจำนวนนี้เป็นชาวอุยกูร์นั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิดที่ราชประสงค์หรือไม่ พล.ต.ท.ประวุฒ กล่าวว่า ทางการมาเลเซียได้ปฏิเสธแล้วว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งหมด ไม่มีความเกี่ยวข้องในไทย โดยระหว่างนี้ เป็นขั้นตอนการสอบสวนของทางมาเลเซีย
เมื่อถามว่าผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมดจะต้องนำตัวขึ้นศาลพลเรือนหรือศาลทหารโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าหากพบว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับการครอบครองยุทธภัณฑ์จริงก็จะต้องขึ้นศาลทหาร แต่ขณะนี้ยังเป็นศาลพลเรือนอยู่
เมื่อถามถึงการตรวจสอบสัญชาตินายอาเดม คาราดัก ผู้ต้องหาที่คาดว่าเป็นหนึ่งผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุระเบิดที่ถูกจับกุมพร้อมหนังสือเดินทางปลอม 200 เล่มนั้น โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางสถาน
เอกอัครราชทูตตุรกี ประจำประเทศไทยได้ประสานขอรับพาสปอร์ตดังกล่าวไปตรวจสอบขณะที่ทางไทยต้องการหาห้องแล็ปในไทย ในการพิสูจน์พาสปอร์ตเหล่านี้ร่วมกัน โดยที่ไม่ต้องส่งไปมา นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังได้ส่งสำเนาหนังสือเดินทางให้กับทางการจีนได้ช่วยตรวจสอบอีกด้วย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็นหนังสือเดินทางของจีนจริงหรือไม่





