คุก'หมูแฮม'ไม่รอลงอาญา2ปี1เดือน

ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ไม่รอการลงโทษจำคุก "หมูแฮม" 2 ปี 1 เดือน ' กรณีขับรถเบนซ์ ชนพนักงาน ขสมก.เสียชีวิต
ห้องพิจารณา 29 ศาลจังหวัดพระโขนง ถ.สรรพาวุธ ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.2053/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 7 (พระโขนง) , ผู้ได้รับบาดเจ็บและบุตร-มารดาผู้ตาย ร่วมกันเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายกัณฑ์พิทักษ์ ปัจฉิมสวัสดิ์ หรือ หมูแฮม อายุ 27 ปี บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , พยายามฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้ได้รับอันตรายแก่กาย
โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 50 เวลา 22.50 น. จำเลยใช้ก้อนหินทุบใบหน้า พนักงานขับรถโดยสารปรับอากาศ สาย 513 ทะเบียน 12-0939 กรุงเทพมหานคร แล้วขับรถเบนซ์ ทะเบียน ศศ 6699 กรุงเทพมหานคร พุ่งชนผู้โดยสารที่ยืนบนทางเท้า และพนักงานการเงิน ขสมก. เสียชีวิต หลังเกิดเหตุรถเมล์ขับปาดหน้ารถของนายกัณฑ์พิทักษ์ บริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจร ที่ปากซอยสุขุมวิท 26 แยกอารีย์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กทม.
ขณะที่ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 52 ว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ให้จำคุก 10 ปี และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 1 เดือน โดยให้ริบรถยนต์ของกลาง และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่ กระเป๋ารถเมล์ ผู้เสียหาย 100,000 บาท , โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 800,000 บาท , บุตรของพนักงานการเงิน ขสมก.ที่เสียชีวิต โจทก์ร่วมที่ 3 จำนวน 79,412 บาท และมารดาของพนักงานการเงิน ขสมก.ที่เสียชีวิต จำนวน 2,158,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 นับตั้งแต่วันทำละเมิด วันที่ 4 ก.ค. 50 จนกว่าจะชำระเสร็จ
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 5 มี.ค. 56 แก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 65 วรรค 2 ซึ่งศาลสามารถพิจารณาลงโทษได้ จึงให้จำคุกจำเลย 3 ปี แต่เมื่อจำเลยได้บรรเทาผลร้าย โดยชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจนเป็นที่พอใจโดยไม่ติดใจดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญากับจำเลยต่อไป ศาลอุทธรณ์ เห็นควรลดโทษ ให้หนึ่งในสาม จึงจำคุกจำเลย 2 ปี และเมื่อรวมโทษฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น อีก 1 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี 1 เดือน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้จำเลยไปรักษาความบกพร่องทางจิตเป็นประจำตามที่แพทย์กำหนด โดยให้รายงานผลการรักษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้งตลอดระยะเวลาของการรอลงอาญา
ต่อมาอัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมที่ 3 ยื่นฎีกา ว่า โทษศาลอุทธรณ์ที่ให้จำคุก 2 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นในขณะไม่สามารถบังคับตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 65 วรรค 2 โดยให้รอลงอาญานั้น เหมาะสมหรือไม่
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวัน-เวลาเกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ขับรถประจำทาง ได้เฉี่ยวชนรถเบนซ์ของจำเลย จึงได้มีการขับรถติดตาม ซึ่งระหว่างทางจำเลยก็ได้แจ้งให้ตำรวจติดตามด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุ จำเลยก็ได้พูดกับผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายปฏิเสธไม่ได้ขับรถเฉี่ยวชน จำเลยจึงได้หยิบก้อนหินบริเวณดังกล่าวทุบที่ศีรษะผู้เสียหาย ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ติดตามมาก็ได้ดึงแขนจำเลยกลับไปนั่งที่รถเบนซ์ แต่พนักงานกระเป๋ารถเมล์ ได้เดินตามมาโต้เถียงพร้อมกับกลุ่มคนอีก 7 - 8 คน ซึ่งได้เดินมาทุบที่กระจกรถ กระทั่งน้องสาวของจำเลยที่อยู่ในรถร้องไห้ จากนั้นจำเลยจึงได้พยายามขับรถออกไปในทางเท้าประมาณ 3 เมตร ก่อนที่จะพุ่งชนบุคคลที่ยืนรอรถเมล์ และชนพนักงาน ขสมก. แล้วหลังจากก่อเหตุพบจำเลยนั่งนิ่งหลังติดเบาะ ใบหน้าและมือเกร็งชิดอก โดยไม่ได้จับพวงมาลัยบังคับรถ
ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุแล้ว ได้มีการตรวจภาวะทางจิตของจำเลย โดยมีผู้เชี่ยวชาญ และแพทย์ที่ทำการรักษาจำเลยมานาน รวมทั้งนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งพบว่า ในวัยเด็ก จำเลยเคยมีชักเกร็ง ขณะที่จำเลยสะสมความเครียดตั้งแต่อายุ 12 ปี เมื่อบิดา - มารดาแยกทางกัน น้องสาวของจำเลยคนหนึ่ง ก็มีอาการป่วยออทิสติก อีกคนป่วยโรคลิ้นหัวใจ โดยช่วงวัยรุ่นอายุ 17 - 18 ปี จำเลยก็เคยใช้สารเสพติดประเภทยาบ้า ยาไอซ์ และยาเค เพราะรู้สึกตนเองไร้ค่า ถูกทอดทิ้ง ประกอบผิดหวังด้านความรักถึงขั้นคิดทำร้ายตนเอง และจะฆ่าตัวตาย ซึ่งก่อนเหตุ จำเลยได้เข้ารักษาอาการต่อเนื่องที่สถาบันกัลยาราชนครินทร์ โดยแพทย์วินิจฉัยว่า จำเลยมีภาวะอารมณ์แปรปรวน เมื่อเกิดอาการโกรธหรือเครียดที่ต้องรักษาด้วยการกินยา แต่ช่วงก่อนเกิดเหตุ จำเลยทิ้งช่วงการรักษาไปนาน 1 เดือน ซึ่งระหว่างนั้น จำเลยผิดหวังกับความรักครั้งที่สอง ก็ขับรถชนกำแพงบริเวณทางด่วน และเคยยืมอาวุธปืนจากญาติเพื่อจะฆ่าตัวตาย
ดังนั้นจากผลการตรวจรักษาของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงฟังได้ว่า จำเลยมีความบกพร่องทางจิต โดยขณะเกิดเหตุเมื่อบุคคลมาทุบรถกระทั่งน้องสาวจำเลยร้องไห้ ย่อมทำให้เกิดความโกรธและกลัวจนเครียด ซึ่งการขับรถออกมาพุ่งชนนั้นเป็นการแสดงความก้าวร้าวเมื่อเกิดอาการ โดยช่วงกหนึ่งที่จำเลยพยายามขับรถออกไปเมื่อมีผู้มาทุบกระจกรถ แสดงให้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยก็น่าจะรู้ผิดชอบ แต่การกระทำที่ฆ่าผู้อื่นเกิดจากความบกพร่องทางจิต ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย
แต่การที่บิดาของจำเลยยังยอมให้จำเลยขับรถ พฤติการณ์มีความร้ายแรง เมื่อศาลพิเคราะห์ถึงสภาวะแวดล้อม อายุ ประวัติ ความประพฤติ ภาวะแห่งจิต และสิ่งแวดล้อมของจำเลยแล้ว กรณีไม่เป็นการสมควรที่รอการลงโทษในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นฯ ที่ศาลอุทธรณ์รอการลงโทษเป็นเวลา 2 ปีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของอัยการโจทก์ และโจทก์ร่วมที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน
ศาลฎีกา จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำเลย จึงให้ยกเลิกการคุมประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายกัณฑ์พิทักษ์ หรือ หมูแฮม ซึ่งสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสแลคสีดำ มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีอาการเกร็งของร่างกาย หรือแสดงความเครียดผ่านทางสีหน้าและร่างกายใดๆ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัวนายกัณฑ์พิทักษ์ ไปเพื่อรับโทษขังตามคำพิพากษาเป็นเวลา 2 ปี 1 เดือนต่อไป ขณะที่การฟังคำพิพากษาฎีกาวันนี้ นายกัณฑ์พิทักษ์ หรือ หมูแฮม เดินทางมากับญาติและทนายความเท่านั้น โดยนายกัณฑ์เอนก บิดา และนางสาวิณี ปะการะนัง มารดา ไม่ได้เดินทางมาแต่อย่างใด ส่วนฝ่ายโจทก์ร่วม มีบุตรของพนักงานการเงิน ขสมก. ที่เสียชีวิต เดินทางมาฟังคำพิพากษาพร้อมกับทนายความ
ด้านทนายความโจทก์ร่วม กล่าวว่า คดีนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งวันนี้ศาลฎีกาได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จากเดิมที่ให้รอลงอาญาไว้ ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมีพฤติกรรมที่ไม่ควรรอลงอาญา แต่ยังคงลงโทษน้อยกว่ากฎหมายกำหนดไว้ คือ ยังคงลงโทษจำเลยเป็น 2 ปี 1 เดือน คดีจึงถึงที่สุดแล้ว เราต้องยอมรับในคำพิพากษาของศาล ไม่ติดใจ ส่วนที่ทำได้ตอนนี้ คือ ปฏิบัติตามคำพิพากษา สิ่งที่ควรให้อภัยกันได้ เราก็ให้อภัยแล้ว เราทำเต็มที่และทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ตายและบุตรสาวผู้ตายแล้ว ในส่วนค่าเสียหายนั้น จำเลยและบิดาของจำเลย ได้ชดใช้ค่าเสียหายหมดแล้ว ทั้งในส่วนของบุตรผู้ตาย 79,412 บาท และมารดาผู้ตาย จำนวน 2,158,500 บาท
ด้านบุตรสาวผู้ตาย กล่าวว่า วันนี้รู้สึกภูมิใจ ตนต่อสู้ในคดีนี้มานานมาก ผ่านความรู้สึกเสียใจ ท้อแท้ สิ้นหวังมาหมดแล้ว ซึ่งวันนี้การต่อสู้ก็มีผลสำเร็จ ดีใจที่ต่อสู้เพื่อแม่สำเร็จ







