วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวุฒิ'ย้ำรอมาเลย์จับ3ผู้ต้องสงสัย โยงแก๊งบึ้ม

"พล.ต.ท.ประวุฒิ"รับมาเลย์จับ 3 ต้องสงสัยจริง รอเช็คช่วยแก๊งบึ้มไทยหนีหรือไม่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)-พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกตำรวจ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีระเบิดว่า ตอนนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับข้อมูลล่าสุดจากทางสถานทูตบังคลาเทศ แจ้งว่า นายอาบูดูซาตาเออร์ อาบูดูเรห์มาน หรือ อิซาน อายุ 27 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับร่วมขบวนการระเบิดแยกราชประสงค์และท่าเรือสาทร ได้เดินทางออกจากกรุงดักก้า ประเทศบังคลาเทศ เมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา ไปยังกรุงเดลี ประเทศอินเดีย

โดยสายการบินเจ็ท แอร์เวย์ส จากนั้นได้เดินทางจากกรุงเดลี ต่อไปยังกรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากนั้นได้เดินทางไปยังกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี ทั้งนี้ ทั้งหมดเป็นการเดินทางต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 30 ส.ค.และถึงปลายทางประเทศตุรกี ในวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยใช้หนังสือเดินทางเล่มเดียวกับที่เป็นข่าวมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม จากนี้จะได้ประสานกับทางสถานทูตประเทศตุรกี เพื่อให้ช่วยตรวจสอบข้อมูลต่อไป ทั้งนี้ เชื่อว่าสาเหตุที่ผู้ต้องหาติดสินใจเดินทางไปตุรกีแทนประเทศจีนนั้น เนื่องจากต้องการตบตาเจ้าหน้าที่โดยเปลี่ยนเส้นทางระหว่างต่อเครื่อง

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการขยายผลจากการทำงานของฝ่ายสืบสวนทราบว่า มีการขนสิ่งของผู้ต้องสงสัยที่หลบหนีไปแล้วกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มนี้ แต่ยังบอกไม่ได่ว่าเชื่อมโยงอย่างไร โดยพบของใช้และอุปกรณ์เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือไปฝากไว้ที่ห้องในหอพักอู๊ดดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปตรวจค้น อย่างไรก็ตาม การตรวจค้นของเจ้าหน้าที่นั้นได้ดำเนินไปเรื่อยๆในทางลับอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาเลเซียให้สัมภาษณ์ว่า สามารถจับกุมชายต้องสงสัยเป็นชาวมาเลเซีย 2 คน และชาวปากีสถาน 1 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีระเบิดที่ประเทศไทยนั้น โฆษก ตร. กล่าววว่า เรื่องนี้ตนได้ประสานไปยังตำรวจประเทศมาเลเซียแล้วว่า อาจมีผู้ต้องหาหลบหนีผ่านไปทางประเทศมาเลเซีย ซึ่งทางตำรวจมาเลเซียก็ได้มีการสอบสวนจนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในขบวนการลักลอบนำคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของมาเลเซีย ซึ่งทางมาเลเซียมีข้อมูลด้วยว่า ผู้ต้องสงสัยกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มที่พาผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในเมืองไทยเดินทางไปยังมาเลเซีย แต่เรื่องนี้ทางการไทยยังไม่ได้รับการยืนยันจากมาเลเซียต้องรอให้การสอบสวนของทางมาเลเซียเสร็จสิ้นก่อน ซึ่งขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานผ่านทางตำรวจสันติบาลที่ประจำอยู่ในประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิด

"ตอนนี้ต้องรอการยืนยันว่าผู้ต้องสงสัยเป็นกลุ่มคนในขบวนการลักลอบนำคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายจากมาเลเซียอีกครั้ง ส่วนจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์และท่าเรือสาทรหรือไม่นั้นต้องรอข้อมูลยืนยันจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่มาเลเซียอีกครั้ง" พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าว

โฆษก ตร.กล่าวอีกว่า ต้องรอข้อมูลยืนยันก่อนว่าผู้ต้องสงสัย 3 คนดังกล่าวเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ต้องหาที่ก่อเหตุระเิบดที่ประเทศไทยหรือไม่ หากใช่ก็ต้องดำเินนคดีที่ไทย เพราะกระทำความผิดในประเทศไทย แต่ถ้าเป็นผู้ต้องกระทำผิดเกี่ยวกับการลับลอบพาคนเข้าเมืองในประเทศมาเลเซีย ไม่ได้ช่วยเหลือผู้ก่อเหตุระเบิด ก็ไม่เกี่ยวกับประเทศไทยแต่อย่างใด

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวด้วยว่า ปกติแล้วทางการไทยได้ประสานกับประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศอยู่แล้ว ทั้งเมียนมา ลาว และมาเลเซีย โดยประสานผ่านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลประจำประเทศนั้นๆ หรือตำรวจตระเวนชายแดนทุกหน่วยที่เราเคยทำงานร่วมกัน แต่ทั้งนี้ทางการมาเลเซียมีข้อมูล จึงรายงานข่าวออกมา ทั้งนี้ ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร.ได้ประสานข้อมูลความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับตำรวจมาเลเซียอยู่เช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศมีความร่วมมือกันเป็นอย่างดี อยา่งไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสงสัยว่า ผู้ต้องหา 3 คนที่ถูกจับได้ที่มาเลเซียนั้น อาจเกี่ยวข้องกับการพาผู้ก่อเหตุหลบหนี ต้องรอการสอบสวนเพื่อความชัดเจน ถ้าพบว่าเกี่ยวข้องกับการพาผู้ก่อเหตุหลบหนี เจ้าหน้าที่ไทยก็จะขอเดินทางไปตรวจสอบที่มาเลเซียต่อไป

พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า หากข้อมูลสรุปว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุระเบิด เจ้าหน้าที่จะนำชื่อไปตรวจสอบจากการเดินทางเข้าออกประเทศ เพื่อยืนยันตัวบุคคลและนำภาพมาตรวจสอบ ส่วนตัวชายเสื้อเหลืองและเสื้อฟ้านั้น เจ้าหน้าที่คาดว่ายังคงหลบหนีอยู่ไม่ไกลจากชายแดน เนื่องจากเราได้กดดันอย่างหนัก และประเทศเพื่อนบ้านก็กดดันเช่นกัน จึงเชื่อว่าผู้ต้องหายังหนีไปได้ไม่ไกล แต่จากการตรวจสอบไม่พบข้อมูลการเดินทางผ่านช่องทางปกติ จึงคาดว่าน่าจะใช้ช่องทางธรรมชาติในการหลบหนี

ส่วนเรื่องการย้ายผู้ต้องหาไปเรือนจำชั่วคราว มทบ.11 นั้น พล.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า เป็นเรื่องของความปลอดภัย เพราะหากควบคุมผู้ต้องหาปะปนกับนักโทษคนอื่นจะมีโอกาสเกิดอันตรายได้ อีกทั้งเพื่อความสะดวกในขั้นตอนการสอบสวนผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ โดยตอนนี้คดีมีความคืบหน้าไปมาก และสามารถขยายผลไปได้เรื่อยๆ ไม่สามารถกำหนดเป็นเปอร์เซ็นได้เพราะมีข้อมูลใหม่ตลอด