สนช. แถลงครบรอบ 1 ปี “พรเพชร” พอใจการทำงาน โวผ่านกม.143ฉบับ
ที่บริเวณห้องโถงชั้น1อาคารรัฐสภา1สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)จัดงานแถลงข่าวสรุปผลงานสนช.ครบ1ปีเพื่อเป็นการรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.57ถึงวันที่ 7 ส.ค.58โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่1และนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสนช.คนที่2พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)สามัญประจำสนช.ทั้ง16คณะ
นายพรเพชร กล่าวว่า ผลการดำเนินงาน1ปีที่ผ่านมาถือเป็นที่น่าพอใจ ด้านการพิจารณากฎหมาย มีกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสนช.จำนวนทั้งสิ้น143ฉบับซึ่งการดำเนินการด้านกฎหมายโดยส่วนใหญ่เป็นกฎหมายที่รัฐบาลเสนอมา เกี่ยวกับกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน และกฎหมายที่เป็นนโยบายของรัฐบาล รวมถึงกฎหมายที่เป็นพันธกรณีกับต่างประเทศ เนื่องจากการมีการจัดลำดับเรตติ้งของประเทศต่างๆ เช่นกฎหมายเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ เป็นต้น การทำงานของสนช.ไม่ใช่เป็นตราประทับ การทำงานไม่ใช่ง่ายๆ ไม่ใช่แค่เห็นชอบกฎหมาย เรามีคณะกมธ.วิสามัญกิจการที่คอยประสานงานกับรัฐบาล เพื่อพิจารณากฎหมายให้เป็นประโยชน์ จะต้องชอบด้วยหลักกฎหมายและเป็นประโยชน์ โดยใช้หลักพิจารณากฎหมาย คือ หลักนิติธรรม และสนช.ทราบดีว่าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่เราต้องทำกฎหมายเพื่อประโยชน์ให้กับประชาชนซึ่งรัฐบาลไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงในการพิจารณากฎหมาย
นายพรเพชร กล่าวอีกว่า ในการร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้งจะต้องมีการบัญญัติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ก็ต้องชะลออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)ชุดใหม่21คน ตามรัฐธรรมนูญ ชั่วคราว57ได้บัญญัติว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ให้ฟังความเห็นของสนช.ด้วย ซึ่งตนได้คุยกับนายสุรชัยว่า ต้องเตรียมการดำเนินการโดยอาจมีสมาชิกสนช.เข้าไปร่วมเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 1- 2คนเพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นเพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งสนช.ต้องมีหน้าที่ในการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญด้วย
นายสุรชัย กล่าวว่า รู้สึกเสียดายที่รัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบของสปช.แต่ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สนช.ต้องมีส่วนในการเสนอความเห็น ดังนั้นกมธ.สามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความคิดเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้รับมอบหมายให้ฟังความคิดเห็นในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาต้องทำหน้าที่ต่อไป โดยเฉพาะต้องนำเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่ตกไปมาศึกษาถึงข้อดีและข้อเสีย เพื่อเสนอเป็นความเห็นให้แก่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ทั้ง21คน รวมถึงคำถามและข้อติติงที่สังคมได้เสนอมาด้วย
นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาสนช.ได้ลงพื้นที่เพื่อพบปะและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนจากประชาชนผ่านโคงการ สนช.พบประชาชน ซึ่งปัญหาต่างๆสนช.ได้รับมาและแก้ไข บางเรื่องก็ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการแก้ไขบางเรื่องต้องที่หน่วยงานเกี่ยวข้องทำไม่ได้เพราะเป็นเรื่องใหญ่เป็นอำนาจของรัฐบาล สนช.ก็ส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลอย่างดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่แถลงเสร็จสิ้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลซักถามเกี่ยวกับการทำงานของสนช.ใน1ปีที่ผ่านมา ว่า ผลงานที่ผ่านมาของสนช.ถือว่าสอบผ่านหรือไม่ เพราะผลสำรวจระบุว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก สนช.นายสุรชัย กล่าวว่า เราทำงานมากเกินไปจนลืมประชาสัมพันธ์ตนเองกับประชาชน จากนี้ไปจะพยายามเข้าหาสังคมและสาธารณะให้มากขึ้น และสนช.จะทำอะไรให้มากขึ้น ยอมรับว่านี่คือจุดอ่อนที่เราคาดไม่ถึง และเราจะใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น ผ่านการทำงานประชาสัมพันธ์ และตัวเลขผลสำรวจนี้จะดีมากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่า โรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)เป็น6-4-6-4แล้วสนช.ต้องมีการปรับโรดแมปตามหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า โรดแมปของสนช.ไม่มีแบบ6-4-6-4เราจะทำงานจนกว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่โรดแมป6-4-6-4 คงจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำงานของสนช.ด้วย เช่นการพิจารณากฎหมาย และการบริหารพัฒนาประเทศต่อไป ส่วนที่ตนระบุว่า สนช.ควรเข้าไปเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ2คน นั้น เรื่องนี้จะให้นายสุรชัยเป็นผู้เสนอแนะการทำร่างรัฐธรรมนูญ แต่การเสนอนี้ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เพราะเห็นว่า สนช.มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่เหมาะสมในการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการผูกมัด เพราะผู้ที่มีหน้าที่แต่งตั้งคือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เมื่อถามว่า การทำประชามติจะมีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว57ในมาตรา37หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่าตอนที่มีการแก้ไขร่าง รัฐบาล และคสช.รวมทั้งกฤษฎีกาดูภาษาแล้วคิดว่าใช้ได้ ว่าหมายถึงเสียงข้างมากของผู้มาลงคะแนน แต่เมื่อมีการประกาศใช้จริงก็เกิดปัญหา เพราะภาษาไทยดิ้นได้ ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ดังนั้นคงจะต้องมีการสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น ทั้งนี้ สนช.ไม่สามารถเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เนื่องจากเป็นหน้าที่ของคสช.และรัฐบาลที่จะเสนอ
เมื่อถามอีกว่า สนช.ส่วนใหญ่เป็นทหาร หรือมีการกล่าวว่าเป็น สนช.ท๊อปบู๊ท การทำงานที่ผ่านมายืนยันว่ามีความเป็นอิสระหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่ายืนยันว่าสนช.ตั้งใจทำงานเต็มที่ และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ไม่ได้ทำงานเพื่อสนองนโยบายใคร ไม่ได้มีใครทำตามคำสั่ง เพราะนายทหารที่อยู่ในสนช.ส่วนใหญ่เกษียณอายุราชการแล้ว นอกจากนี้การลงมติของสนช.ก็นานๆครั้งถึงจะมีการลงมติแบบลับ อีกทั้งยังมีกฎหมายหลายฉบับที่ สนช.ส่งคืนกลับไปยังรัฐบาล ซึ่งขอให้สื่อมวลชนจับตาดูการทำงานของสนช.ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผลงานตลอด1ปีที่ผ่านมา มีกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสนช.จำนวนทั้งสิ้น143ฉบับรับหลักการในวาระที่1แล้ว132ฉบับ ยังไม่ได้รับหลักการ3ฉบับอยู่ระหว่างรอคณะกมธ.พิจารณา 1 ฉบับ และตกไป 7 ฉบับ อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาในวาระที่ 2 จำนวน 21 ฉบับ และให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 จำนวน 110 ฉบับ โดยประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาแล้วจำนวน 84 ฉบับ ในส่วนขอญัตตินั้น ได้มีการพิจารณาญัตติจำนวนทั้งสิ้น46เรื่อง ประกอบด้วยญัตติตั้งกมธ.วิสามัญ10เรื่อง และญัตติเพื่อกำหนดประเด็นซักถามในกรณีถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง36เรื่อง ขณะที่ได้มีการตั้งกระทู้ถามซึ่งเป็นกระทู้ถามทั่วไปจำนวน18กระทู้ โดยตอบในที่ประชุมสนช. 16กระทู้ และสมาชิกขอถอน 2 กระทู้
ด้านการเลือกตั้ง การแต่งตั้ง และให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งต่างๆนั้น ประกอบด้วย การแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน การเลือกตั้งกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุฯวุฒิ กรรมการยุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ การให้ความเห็นชอบผู้ตรวจการแผ่นดิน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และอัยการสูงสุด
ในขณะที่การถอดถอนบุคลออกจากตำแหน่งนั้น มีการดำเนินการทั้งสิ้น6กรณี ประกอบด้วย กรณีนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว)กรณีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)กรณีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีอดีตส.ว.จำนวน 38 คน กรณีอดีตสมาชิกส.ส.จำนวน248คน กรณีนายภูมิ สาระผล อดีตรมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
นอกจากนี้ยังมีงานที่สนช.ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งงานด้านกมธ.การสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หรือโครงการสำคัญต่างๆเช่น โครงการกองทุนการศึกษา โครงการนักพัฒนาผู้นำนักประชาธิปไตยสำหรับเยาวชน โครงการเสริมสร้างความพร้อมแก่ท้องถิ่น หลักสูตร“กระบวนการเสริมสร้างผู้นำนักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม”โครงการสนช.พบประชาชน รวมถึงงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ งานด้านวิชาการ งานด้านการวิจัยและพัฒนา





