"ไพบูลย์"ชี้ร่างรธน.ต้องทำให้ทุกรัฐบา่ลมีธรรมาภิบาล ถือเป็นเรื่องต้องปฏิรูป
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม. ถึงโรดแม็พหลังจากที่สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงโรดแม็พต่อที่ประชุมให้ทราบตามที่ได้มีการระบุถึงสูตร 6-4-6-4 หรือ ใช้ระยะเวลา 20 เดือน ในการร่างรัฐธรรมนูญ ประชามติ จนถึงวันเลือกตั้งว่ารายละเอียดเป็นอย่างไร พร้อมกับนำแผนภูมิขั้นตอนต่างๆ มาแสดง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากที่สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญแล้ว เหมือนเป็นการต่ออายุรัฐบาลไปอีกอย่างน้อย 2 ปี พล.อ.ไพบูลย์กล่าวว่า มันเป็นไปตามโรดแม็พอยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่าหากประชาชนเกิดไม่พอใจว่ารัฐบาลและคสช.อยู่ในอำนาจนานเกินไป พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า อย่ามองว่าเขียนรัฐธรรมนูญแล้วนายกฯมาจากไหน ต้องดูเรื่องทุจริต 7-8 ปีที่มันเกิดขึ้น รวมถึงอีกหลายเรื่องต้องเข้าใจว่าจะแก้กันหรือไม่ การปฏิรูปไม่ได้หมายความว่าจะแก้เพียงรัฐธรรมนูญหรือที่มา ส.ส. หรืออะไรก็ไม่ใช่ แต่เราจะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐบาลมีธรรมาภิบาลได้อย่างไร หรือจะทำอย่างไรให้นักการเมืองไม่มาคาบเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการจนเกินกว่าเหตุ ซึ่งการให้มีธรรมาภิบาล การให้มีความซื่อสัตย์สุจริต เรื่องเหล่านี้ถือว่าอยู่ในระบบปฏิรูปและระบบการศึกษาหรือแม้แต่ระบบตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมันต้องมีมาตรการขับเคลื่อนต่าง ๆ ประกอบ ต้องเข้าใจตรงนั้น ประชาชนจะมองแค่เลือกตั้งเลือกนายกฯ ตนก็พูดหลายครั้งว่า ถ้าประชาชนเลือกแบบนั้นตนว่าคสช.ก็ต้องถอย ก็ต้องออก
"แต่ที่อยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อคสช. คสช.ไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาอำนาจตั้งแต่ต้น ต้องเข้าใจ ประกาศตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องปฏิรูป แล้วท่านจะมาพูดว่าเสียของ"
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวและว่า ส่วนคสช.จะเร่งให้มีการเลือกตั้งได้รวดเร็วกว่าเดิมหรือไม่นั้น ตามสูตร 6-4-6-4 มันเป็นระยะที่เราคาดกันไว้ถ้าทำได้เร็วก็ทำ ขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญอาจจะเร็วก็ได้ เข้าใจความรู้สึกประชาชน แต่ต้องเข้าใจว่าทำได้หรือไม่ ถ้าระยะเวลาที่กำหนดลงตัวมันก็ต้องออกมาตามนั้น
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้แจ้งกับครม.ทุกคนช่วยเสนอความคิดเห็นในการสรรหาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่แล้วเสนอให้นายกฯจะพิจารณาอีกครั้ง ส่วนคุณสมบัติของคณะกรรมการร่างฯนั้น ก็ได้มีการระบุออกมาแล้ว ว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง แต่มีอยู่ข้อหนึ่งคือต้องไม่เป็นนักการเมือง เพื่อให้รัฐมนตรีทุกคนได้รับทราบ เป็นกรอบในการพิจารณา





