วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้พิพากษาห่วงร่างรธน. ทำรัฐบาลใหม่อ่อนแอ

"ศรีอัมพร"ห่วงร่างรัฐธรรมนูญ ทำรัฐบาลใหม่อ่อนแอ ขาดเสถียรภาพ ให้อำนาจพิเศษคกก.ยุทธศาสตร์ฯ ตรากฎหมาย-ปลดนายกฯ

นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา กล่าววิเคระห์ร่าง รธน.ที่สปช.ได้รับมอบจากคณะกรรมาธิการร่างฯ ว่า น่าเป็นห่วงถ้ามีการบังคับใช้ร่าง รธน.นี้จริง ซึ่งอาจจะทำให้รัฐบาลใหม่มีความอ่อนแอ ไม่มีเสถียรภาพ เช่น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ที่ต้องมีการยึดโยงรัฐธรรมนูญในหมวดวินัยการคลังซึ่งจำกัดกรอบในการใช้เงินงบประมาณในการบริหารประเทศ โดยโครงการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่นโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง หรือก่อสร้างถนน ที่ต้องใช้เงินในคลังจำนวนมาก จะต้องมีการกู้เงินจากต่างประเทศ จะทำได้ก็ต้องมีการเห็นพ้องต้องกันของหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน วุฒิสภา หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ การบริหารประเทศ ซึ่งการตัดสินใจลงทุนพัฒนาเศรษฐกิจรัฐบาลหากไม่มีการปรึกษา หรือได้รับการฉันทานุมัติแล้วเป็นการเพิ่มมูลค่าหนี้ในประเทศ อาจเป็นเหตุในการตรวจสอบและร้องศาลปกครองแผนกวินัยการคลังได้ 

นายศรีอัมพร กล่าวถึงร่าง รธน.มาตรา 260 เรื่องคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติด้วยว่า การให้มีกรรมการทั้งหมด 22 คน ซึ่งประกอบไปด้วย ประเภทที่ 1 ประธานรัฐสภา , ประธานวุฒิสภา , นายกรัฐมนตรี , ผบ.สส , ผบ.ทบ, ผบ.ทร. , ผบ.ทอ. , ผบ.ตร. ประเภทที่ 2 ประกอบด้วย อดีตประธานรัฐสภา , อดีตนายกรัฐมนตรี , อดีตประธานศาลฎีกา ส่วนประเภทที่ 3 จะมี 11 คนแต่งตั้งโดยมติรัฐสภานั้น เห็นได้ว่าคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มที่มีการแต่งตั้งสืบเนื่องจาก คสช. ดังนั้นจึงเชื่อว่ากรรมการชุดนี้จะมีลักษณะคอเดียวกับ คสช. ขณะที่มาตรา 261 ระบุว่าหาก กก.ยุทธศาสตร์ฯ เสนอมาตรการหรือแนวทางแล้วรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ให้ชี้แจง กก.ยุทธศาสตร์ฯ และหาก กก.ยุทธศาสตร์ฯ เสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ยังยืนยันตามมาตรการที่เสนอไป รัฐบาลจะต้องปฎิบัติตาม

ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นการฝ่าฝืนได้และรัฐบาล จะต้องถูกดำเนินคดีโดยคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยในมาตรา 262 ยังกำหนดให้มีสภาดำเนินการปฎิรูปและสร้างความปรองดอง ซึ่งทำให้นอกจาก กก.ยุทธศาสตร์ฯ มีอำนาจสั่งรัฐบาลทำอะไรก็ได้แล้ว ยังมีองค์กรที่รองรับในคำสั่งนั้นอีกด้วย โดย กก.ยุทธศาสตร์ฯ จะสามารถแต่งตั้งเพิ่มสมาชิกของสภาดำเนินการปฎิรูปและสร้างความปรองดองได้อีกด้วย 

นอกจากนี้ ในมาตรา 280 ยังให้ ประธาน กก.ยุทธศาสตร์ฯ โดยความเห็นชอบของ กก.ยุทธศาสตร์ฯ 2 ใน 3 มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติหรือในทางบริหารและให้ถือว่าคำสั่งเป็นที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่า กก.ชุดนี้มีอำนาจในการตรากฎหมาย และปลดนายกรัฐมนตรีได้ 

นายศรีอัมพร กล่าวอีกว่า ร่างรธน.ฉบับนี้ ไม่ได้เขียนวาระการคงอยู่ของทั้ง กก.ยุทธศาสตร์ฯ และสภาดำเนินการปฎิรูปและสร้างความปรองดองไว้ จึงตีความได้ว่า กรรมการและสภาทั้ง 2 ชุดนี้จะมีวาระในการคงอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด เพียงแต่ว่าเมื่ออยู่ครบ 5 ปีแล้ว กก.ยุทธศาสตร์ฯ จะไม่สามารถใช้อำนาจทางนิติบัญญัติได้ตามมาตรา 280 เท่านั้น แต่ก็ยังสามารถใช้อำนาจตามมาตรา 262 ในการเสนอนโยบายไปยังรัฐบาลและบังคับให้รัฐบาลทำตามนโยบายที่เสนอได้เรื่อยๆ โดยกรรมการชุดนี้จะยังคงมีอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นเรื่องยากที่จะมีการแก้ไข เพราะในร่าง รธน.นี้ ระบุถึงการข้อห้ามการแก้ไขไว้ว่า หากแก้แล้วไม่เป็นประชาธิปไตย และห้ามแก้ในรูปแบบของของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากจะแก้ ก็ต้องประกอบด้วยความเห็นชอบจากทุกภาคส่วน ซึ่งแน่นอนว่าต้องประกอบด้วยตัวกรรมการยุทธศาสตร์ด้วยนั่นเอง 

นายศรีอัมพร กล่าวว่า สุดท้ายแล้วถ้าต้องลงประชามติ ร่าง รธน.ฉบับนี้จะผ่านหรือไม่ผ่านก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่า จะมองร่าง รธน.ฉบับนี้อย่างไร ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในร่าง รธน.และให้ประชาชนผู้ใช้อำนาจตัดสินใจเลือกเองส่วนตนก็ได้แสดงความคิดเห็นและความห่วงใยในข้อกฎหมายแล้ว