ไล่กล้องวงจรปิดกว่า50ตัว พบชายก่อเหตุระเบิดราชประสงค์

ไล่กล้องวงจรปิดกว่า50ตัว พบชายก่อเหตุระเบิดราชประสงค์

ข้อมูลไล่กล้องวงจรปิดกว่า 50 ตัว พบพฤติการณ์ชายต้องสงสัยคล้ายชาวต่างชาติสวมเสื้อเหลือง กางเกงขาสั้น สะพายเป้ เข้าไปภายในศาลท้าวมหาพรหม

ที่บริเวณซอยมหาดเล็กหลวง 1 ทีมข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบหาตัวผู้ต้องสงสัยตามภาพจากกล้องวงจรปิด กรณีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหม แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากข้อมูลของชุดสืบสวนคลี่คลายคดีวางระเบิดแยกราชประสงค์ ได้ตรวจสอบเส้นทางหลบหนีของคนร้าย ซึ่งเป็นชายต้องสงสัยที่พบในกล้องวงจรปิดที่วางเป้ไปวางในจุดที่เกิดเหตุ หลังวางเป้เสร็จ ก็เดินทางถนนเข้ามาที่ถนนราชดำริ จนมาถึงปากซอยมหาดเล็กหลวง จากนั้นได้เรียกวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง เดินทางต่อมุ่งหน้าไปตามถนนราชดำริ ก่อนจะเลี้ยวซ้ายแยกศาลาแดงเข้าสวนลุมพินี และหายไปจากกล้องวงจรปิด

ทีมข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดแรก บริเวณปากซอย สีลมซอย 9 ตามข่าวก่อนหน้านี้ที่ได้มีการระบุว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้นั่งรถจักรยานยนต์รับจ้างมาลงที่บริเวณนี้ ก่อนจะเข้าสอบถามนายสมพร เรืองศรี วินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ปากซอยสีลมซอย 9 ที่ระบุว่า บริเวณหน้าปากซอยดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดอยู่ 4 ตัว ที่กรุงเทพมหานครได้มาติดตั้งไว้ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าใช้การได้หรือไม่ และซอยนี้จะมีชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเดินผ่านเข้า-ออกซอยนี้อยู่เป็นประจำ ตนมีหน้าที่รับส่งผู้โดยสารที่เรียกใช้บริการบ่อยครั้ง จึงไม่ได้สังเกตผู้ต้องสงสัยรายนี้ และไม่เคยพบเห็นหน้ามาก่อน

จุดที่สอง ทีมข่าวได้ลงพื้นที่บริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 1 เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงจากนายเกษม ปุกสุวรรณ อายุ 45 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่รับผู้ต้องสงสัยจากบริเวณปากซอยมหาดเล็กหลวง 1 ไปยังลานจอดรถสวนลุมพินี ในวันเกิดเหตุระเบิดขึ้น แต่ไม่พบนายเกษม เพราะนายเกษมอยู่ระหว่างให้ปากคำกับตำรวจ พบเพียงนายไพฑูรย์ นามวงษา เพื่อนร่วมวินรถจักรยานยนต์รับจ้าง ปากซอยมหาดเล็กหลวง 1 ที่ให้ข้อมูลว่า ตนไม่เคยพบเจอกับผู้ต้องสงสัยรายนี้

แต่นายเกษม เคยรับรถรับส่งผู้ต้องสงสัยในวันเกิดเหตุจริง ซึ่งได้มีตำรวจเข้ามาสอบถามถึงผู้ต้องสงสัยรายนี้เช่นเดียวกัน จนกระทั่งได้ไปดูกล้องวงจรปิดของศูนย์การค้าแห่งหนึ่งย่านราชดำริ ด้วยกัน พบว่า กล้องสามารถบันทึกภาพ ขณะผู้ต้องสงสัยเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้างจากปากซอยมหาดเล็กหลวง 1 ซึ่งมีนายเกษม เป็นผู้ขับขี่ และให้ไปส่งที่ลานจอดรถสวนลุมพินี ในระหว่างทางกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพ

ขณะที่นายเกษมขับรถผ่านที่มีผู้ต้องสงสัยซ้อนท้ายในเวลา 18.57 น.ของวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งระยะทางที่คนร้ายขึ้นรถรับจ้างมาจนถึงบริเวณลานจอดรถสวนลุมพินี มีระยะประมาณ 1 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น 

จุดที่สาม ทีมข่าวได้พบกับนายนิคม ปันตุลา วินรถจักรยานยนต์รับจ้างสาทร 10 เพื่อสอบถามถึงผู้ต้องสงสัยตามภาพวงจรปิด โดยนายนิคม เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยรับส่งผู้ต้องสงสัยรายนี้ เป็นประจำ โดยจะชอบมาเรียกรถจักรยานยนต์รับจ้างในเวลา 05.30 น. เพื่อให้ไปส่งที่แยกอโศก และมีลักษณะท่าทางแบบรีบร้อน โดยจะใช้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษในการสนทนา 

"ซึ่งจากการสังเกตุหลายครั้งพบว่า ผู้ต้องสงสัยรายนี้มักจะใส่เสื้อยืดคอกลม กางเกงขาสั้นประมาณเข่า รองเท้าผ้าใบหุ้มส้น และจะต้องมีผ้าพันแขนสีดำอยู่เสมอ และชอบสวมแว่นตาสีดำ ซึ่งหน้าตาลักษณะคล้ายกับชายผู้ต้องสงสัยตามภาพวงจรปิดที่ตำรวจนำมาให้ดูเมื่อวานนี้ จึงเชื่อว่าคนที่ตนเคยรับส่งเป็นคนเดียวกับผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจกำลังตามหา "นายนิคม กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังเกิดเหตุระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ ตำรวจชุดสืบสวนได้กระจายกำลังกันไล่ตรวจสอบวงจรปิดบริเวณแยกราชประสงค์และใกล้เคียงกว่า 50 ตัว กระทั่งพบพฤติการณ์ชายต้องสงสัยมีลักษณะคล้ายชาวต่างชาติสวมเสื้อเหลือ กางเกงขาสั้น สะพายเป้ เข้าไปภายในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม ก่อนจะกลับออกไปโดยที่ไม่มีเป้ติดตัว ภาพที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตรวจสอบพบภาพชายต้องสงสัยรายนี้ถูกนำมาประติดประต่อเหตุการณ์ จนมั่นใจว่าชายคนนี้คือผู้ต้องสงสัยก่อเหตุระเบิด โดยภาพจากกล้องวงจรปิดที่สำคัญซึ่งปรากฏภาพชายรายนี้คือ

กล้องวงจรปิดวันที่ 17 สิงหาคม 2558 บริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ ของโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ เวลา 18.36.52 น. กล้องทางเข้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท กรุงเทพ พบรถสามล้อ ขณะกลับรถมาจอดบริเวณหน้าโรงแรมพบผู้ต้องสงสัยว่าเป็นคนร้ายลักษณะเป็นชายสวมเสื้อยืดสีเหลือง ขาเกงขาสามส่วนสีน้ำเงิน รองเท้าสีดำ พื้นสีแดง สะพายกระเป๋าเป้ไว้ด้านหลัง

- เวลา 18.37.12 น. กล้องทางเข้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ พบภาพรถสามล้อขณะกำลังจอดพร้อมกับที่คนร้ายลงจากรถ

- เวลา18.37.35 น.กล้องทางเข้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ พบภาพขณะรถสามล้อจอดขณะที่คนร้ายหยิบกระเป๋าลงจากรถ

- เวลา 18.37.51 น. กล้องทางเข้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ พบภาพขณะรถสามล้อขับออกจากจุดพร้อมกับที่คนร้ายเดินขึ้นไปทางศาลพระพรหมเอราวัณ

-เวลา 18.49.30 น. กล้องทางเข้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ พบภาพขณะคนร้ายเดินผ่านไปทางศาลพระพรหมเอราวัณ

-เวลา 18.49.37 น. กล้องทางเข้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ พบคนร้ายเดินผ่านไปทางศาลพระพรหมเอราวัณ

-เวลา 18.50.19 น. กล้องหน้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาล) คนร้ายเดินผ่านไปทางศาลพระพรหมเอราวัณ

-เวลา 18.51.00 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายเดินเข้ามาภายในศาลพระพรหมเอราวัณ

-เวลา 18.51.05 กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายเดินไปบริเวณเก้าอี้ม้านั่ง(ภายในศาลพระพรหมเอราวัณฝั่งริมรั้วศาล ด้านถนนเพลินจิต)

-เวลา 18.51.55 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายนั่งลงเก้าอี้ม้านั่ง (ภายในศาลพระพรหมเอราวัณฝั่งริมรั้วศาล ด้านถนนเพลินจิต)

-เวลา 18.52.00 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายปลดกระเป๋าเป้ที่สะพายไว้ที่หลังวางลงที่เก้าอี้ม้านั่ง (ภายในศาลพระพรหมเอราวัณฝั่งริมรั้วศาล ด้านถนนเพลินจิต)

-เวลา 18.52.05 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายขณะยืนขึ้นจากเก้าอี้ม้านั่ง (ภายในศาลพระพรหมเอราวัณฝั่งริมรั้วศาล ด้านถนนเพลินจิต)

-เวลา 18.52.16 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายขณะกำลังหยิบถุงพลาสติกขึ้นมา

-เวลา 18.52.20 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายเดินออกมาจากเก้าอี้ม้านั่งจุดที่วางเป้สะพายเรียบร้อยแล้ว

-เวลา 18.52.26 น. กล้องภายในศาลพระพรหม พบคนร้ายเดินออกศาลพระพรหมเอราวัณ

-เวลา 18.53.05 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านกลับไปทางด้านซอยมหาดเล็กหลวง

-เวลา 18.53.07 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านกลับไปทางด้านซอยมหาดเล็กหลวง

-เวลา 18.53.07 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านไปทางบีทีเอส ราชดำริ

-เวลา 18.53.47 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านไปทางบีทีเอส ราชดำริ

-เวลา 18.53.53 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านไปทางบีทีเอส ราชดำริ

-เวลา 18.53.57 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านไปทางบีทีเอส ราชดำริ

-เวลา 18.54.43 น. กล้องภายในโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ (จุดใกล้ศาลพระพรหม) พบคนร้ายขณะเดินผ่านไปทางบีทีเอส ราชดำริ

-เวลา 18.55.18 น. กล้องบริเวณจุดทางเดินสกายวอล์ค จับภาพขณะเกิดเหตุระเบิด

-เวลา 18.55.18 น. กล้องฝั่งถนนเพลินจิต จับภาพขณะเกิดเหตุระเบิด

-เวลา 18.55.18 น. กล้องภายในศาลพระพรหม จับภาพขณะเกิดเหตุระเบิด

จากพยานหลักฐานที่ได้ดำเนินการตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ ข้างต้นสามารถยืนยันได้ว่าคนร้ายที่ก่อเหตุนั้นมีตำหนิรูปพรรณเป็นชายรูปร่างสันทัด สวมเสื้อคอกลมสีเหลือง สวมกางเกง 3 ส่วน สีน้ำเงิน สวมรองเท้าสีดำ พื้นสีแดง สะพายกระเป๋าเป้สีนำเงินไว้ที่หลัง

โดยภายหลังจากที่ชายดังกล่าวลงรถสามล้อเครื่องที่บริเวณหน้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ เวลา 18.36.52 น. เรียบร้อยแล้ว ได้เดินล่วงหน้าไปทางศาลพระพรหมเอราวัณ (เวลา 18.49.30 น. ) เดินเข้าไปวางกระเป๋าเป้สีน้ำเงิน (ซึ่งเชื่อว่าบรรจุระเบิดแสวงเครื่องอยู่ภายใน) ที่สะพายหลังมาลงไว้ที่ม้านั่งภายในศาลพระพรหมเอราวัณ (เวลา 18.52.00 น.) ลุกออกจากม้านั่งจุดที่วางกระเป๋าเป้สีน้ำเงินไว้ (ซึ่งเชื่อว่าบรรจุระเบิดแสวงเครื่องอยู่ภายใน) (เวลา 18.52.20 น.) เดินออกจากศาลพระพรหมเอราวัณ (เวลา 18.52.26น.) มุ่งหน้าไปทางซ.มหาเล็กหลวง

จนเวลา 18.55.18 น. ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นภายในศาลพระพรหมเอราวัณ ซึ่งจากพยานหลักฐานที่ปรากฎเชื่อได้ว่า ชายตามตำหนิรูปพรรณ และพฤติกรรมต่างๆข้างต้นนั้น คือคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดภายในศาลพระพรหมเอราวัณ จนเป็นเหตุทำให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเสียชีวิต และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

การตรวจสอบดังกล่าวทำให้ชุดสืบสวนเห็นควรรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ส่งให้พนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ดำเนินการรวบรวม เพื่อเสนอต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ พิจารณาอนุมัติออกหมายจับคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยข้อหาที่พนักงานสอบสวนจะเสนอขออำนาจศาลพิจารณาออกหมายจับผู้ต้องสงสัยตามรูปพรรณ จากภาพถ่ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดใน 4 ข้อหาคือ ทำให้เสียทรัพย์ ฆ่าคนตายโดยเจตนาไตร่ตรองไว้ก่อน พยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และมีระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ล่าสุด ตำรวจชุดสืบสวนยังขยายผลตรวจสอบกล้องวงจรปิดในเส้นทางที่คาดว่า คนร้ายอาจใช้หลบหนีในการก่อเหตุตามคำให้การของพยาน ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างคันที่ผู้ต้องสงสัยรายนี้ว่าจ้างให้ไปส่ง

ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างรายนี้ ยืนยันว่านำผู้ต้องสงสัยไปส่งที่สวนลุมพินี ซึ่งในละแวกนั้นมีกล้องวงจรปิด อีกกว่า 50 กล้อง ซึ่งตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบอย่างละเอียด และยังนำภาพถ่ายที่ได้จากกล้องวงจรปิดไปตระเวนให้ผู้พักอาศัยตามเกสต์เฮ้าและสถานที่พักต่างๆ ในละแวกนั้น เพื่อหาเบาะแสของผู้ต้องสงสัยรายนี้ด้วย