เพื่อไทยหวั่นไทยถูกสหรัฐ-อียูใช้มาตรการกีดกันทางการค้า หลังสหรัฐจัดอันดับการแก้ไขปัญหาและปราบปรามการค้ามนุษย์ไทยที่อยู่เทียร์ 3
นายวิม รุ่งวัฒนจินดา รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลกระทบกรณีที่สหรัฐอเมริกาจัดอันดับการแก้ไขปัญหาและปราบปรามการค้ามนุษย์ไทยที่เทียร์ 3 ว่า การที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับการแก้ไขปัญหาและปราบปรามการค้ามนุษย์อยู่ในระดับที่ไม่มีความคืบหน้าหรือเทียร์ 3 ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 นั้น หากมองถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตก็มองได้หลายมิติ เพราะประเทศที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ระดับเทียร์ 3 หลายประเทศ เช่น รัสเซีย อิหร่าน ลิเบีย เวเนซุเอลา แอลจีเรีย ซีเรีย เยเมน เกาหลีเหนือ ซูดานใต้ และซิมบับเว ล้วนเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะสินค้าส่งออกที่มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายและปัญหาการค้ามนุษย์เป็นสำคัญ แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยกังวลอยู่ในขณะนี้ นอกจากมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ยังเกรงว่าประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรปอาจใช้เทียร์ 3 เป็นข้ออ้างในการชะลอการนำเข้าสินค้าจากไทย หรือ ใช้มาตรการกีดกันทางการค้าได้ในอนาคต
นายวิม กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยนั้น หากถูกสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการกีดกันทางการค้าอย่างจริงจัง คาดว่าเบื้องต้นจะสร้างความเสียหายอย่างน้อย 1-2 แสนล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะภาคการส่งออกสินค้าในอุตสาหกรรมการประมง อาหารทะเล อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารที่แปรรูปจากอาหารทะเล และหากรวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องกับการใช้แรงงานที่ถูกมองว่าเป็นปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ เพราะประเทศไทยใช้แรงงานต่างด้าวเป็นจำนวนมาก ก็จะยิ่งทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น
ส่วนกรณีที่สหรัฐอเมริกามีกฎหมายห้ามมิให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาลงนามในสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศที่มีปัญหาด้านการค้ามนุษย์ในระดับเทียร์ 3 นั้น หากเรามองย้อนอดีตไปเมื่อปี 2533-2535 ประเทศไทยถูกสหรัฐอเมริกาใช้มาตรการ 301 ในกรณีที่ประเทศถูกกล่าวหาว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญามากที่สุด ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นพยายามเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหา ยอมที่จะตั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา และเร่งดำเนินการปราบปรามผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างต่อเนื่อง แต่สหรัฐอเมริกาก็ยังใช้มาตรการในการกีดกันทางการค้ากับประเทศไทยอยู่ดี เพราะฉะนั้น การที่ประเทศไทยอยู่ในระดับเทียร์ 3 และสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในภาวะที่อ่อนไหวในขณะนี้ เชื่อว่าไม่มีใครกล้าการันตีได้ว่าสหรัฐอเมริกาจะไม่ใช้มาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศไทย
นายวิม กล่าวด้วยว่า การแก้ไขปัญหาและปราบปรามการค้ามนุษย์ ทุกรัฐบาลแก้ไขเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ใหญ่และลุกลามมานานแล้ว ซึ่งการแก้ไขต้องใช้ระยะเวลา มีการจัดระบบในการแก้ไข ในรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้มอบหมายให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ เป็นเจ้าภาพในการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดร่วมกันเพื่อให้เกิดการบูรณาการในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันซึ่งมีอำนาจในการดำเนินการอย่างเต็มที่กับปัญหาเรื่องนี้ก็ควรเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปัญหาการค้ามนุษย์และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างผิดกฎหมายหมดไปจากประเทศไทย





