กมธ.ร่างรธน.ปรับสภาขับเคลื่อนฯในร่างฯ เป็น"สมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูป" เติมบทบัญญัติในบทเฉพาะกาลให้อำนาจคสช.-ครม. เหมือน รธน.ฉบับชั่วคราว
ผู้สื่อข่าวรายว่า การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ในวาระพิจารณามาตราที่ว่าด้วยคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งได้นำคำขอแก้ไขของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาพิจารณาเป็นสาระสำคัญหลัก ที่ประชุมยังคงไม่ได้ข้อสรุปต่อประเด็นของจำนวนคณะกรรมการยุทธศาตร์ฯ ที่จะให้มีจำนวนตามที่ ครม. เสนอ คือ 20 คน ว่าจะปรับให้เพิ่มอีก 3 คน ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่ แต่ในส่วนของข้อเสนอที่ให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น ที่ประชุมได้ยกร่างบทบัญญัติใหม่แล้ว โดยมีการปรับแก้ไขในส่วนของสภาขับเคลื่อนฯ ให้เป็นสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อทำหน้าที่ตัดสินใจหรือผลักดันวาระงานปฏิรูปร่วมกับคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ หรือกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ รวมถึงกรรมการปรองดอง ที่ในบางประเด็นไม่สามารถหาข้อสรุปหรือประเด็นตกผลึกภายใต้คณะกรรมการชุดใดได้
นอกจากนั้นในสาระสำคัญของการผลักดันงานปฏิรูปนั้น ได้ให้อำนาจคณะกรรมการยุทธศาสตร์ฯ เป็นผู้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิให้เข้ามาทำหน้าที่กรรมการการปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งรวมถึงพิจารณาจำนวนกรรมการฯเพื่อทำหน้าที่ผลักดัน ขับเคลื่อน และประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านนั้น ๆ และแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่มาทำหน้าที่เป็นกรรมการเพื่อการปรองดองแห่งชาติด้วย อย่างไรก็ตามในประเด็นเรื่องของการปรับปรุงบทบัญญัติที่ต่างไปจากข้อเสนอของครม. นั้น ยังมีกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เห็นแย้ง และมองว่าควรเป็นไปตามข้อเสนอของครม. เหมือนเดิมเพื่อให้การทำงานบรรลุเป้าหมาย แต่ฝ่ายที่เสนอให้ปรับเป็นสมัชชาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้น มองว่าการทำงานภายใต้กรรมการปฏิรูปฯ และเมื่อมีวาระต้องพิจารณาจึงเชิญประชุมสมัชชาฯ ที่ประกอบไปด้วยกรรมการยุทธศาสตร์ฯ และกรรมการปฏิรูปด้านต่าง ๆ รวมถึงกรรมการปรองดอง จะเป็นสิ่งที่ง่ายและทำได้ทันที รวมถึงประหยัดงบประมาณ โดยเฉพาะในส่วนของค่าตอบแทนของสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวแม้จะมีการยกร่างบทบัญญัติไว้แล้ว เมื่อที่ประชุมยังมีข้อโต้แย้ง ทำให้ที่ประชุมยกประเด็นไปพิจารณากันต่อในระหว่างวันที่ 10-11 ส.ค. นี้ ซึ่งรวมถึงประเด็นของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และ องค์กร เช่น สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, ส.ส.ส. และองค์กรกีฬา ที่ได้รับงบประมาณดำเนินงานจากส่วนแบ่งในภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในบทเฉพาะกาล ได้มีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย ในส่วนของการคงอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐบาล ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ที่ให้คสช.และครม.ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ โดยได้เพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งในคสช.และรัฐบาล ปฏิบัติหน้าที่ให้มีอำนาจหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558
รายงานข่าวแจ้งว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญกำหนดในบทเฉพาะกาลดังกล่าวไว้ ทำให้ช่วงการปฏิบัติหน้าที่ของคสช. และรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จนกว่าจะมีครม.ชุดใหม่ ยังมีอำนาจเต็ม รวมถึงมีอำนาจสั่งการตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 ด้วย ดังนั้นเมื่อมีการเสนอให้ยืดวาระปฏิรูปออกไปอีก 2 ปีก่อนจัดการเลือกตั้ง เท่ากับว่ารัฐบาลจะมีอำนาจเต็มเหมือนเดิมทุกประการ แม้บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่างจะเขียนข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อการปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม
_





