ผลจากฝนตกทั่วพื้นที่ภาคเหนือ มีน้ำเติมในเขื่อนภูมิพล-สิริกิติ์ สถานการณ์เริ่มดี แต่ยังไม่พ้นวิกฤติ
นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผอ.เขื่อนภูมิพล อ.สามเงา จ.ตาก เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในเขื่อนภูมิพลเริ่มดีขึ้น เนื่องจากในช่วงสัปดาห์นี้มีฝนตกหลายในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน ทำให้มีน้ำไหลเติมเข้าสู่เขื่อนมากขึ้น วันละ4-5ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ขณะเดียวกันก็มีการระบายน้ำจากเขื่อนอย่างคงที่วันละ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนค่อนข้างทรงตัว ขณะที่เมื่อวานนี้ (25 ก.ค.)มีน้ำเข้าเขื่อนกว่า 9 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้เพิ่มกว่า 4 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนภูมิพล มีประมาณ 3.9พันล้านลูกบาศก์เมตร หรื่อคิดเป็นร้อยละ 29 ของความจุเขื่อน แต่มีน้ำที่ใช้งานได้ในการอุปโภคบริโภค เพียง ร้อยละ 1.3 หรือ 128 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น ซึ่งจากตัวเลขปริมาณน้ำยังคงน้อยอยู่ในขั้นวิกฤติ คล้ายกับสถานการณ์ภัยแล้งเมื่อ ปี 2535 และปี 2553
ขณะที่กรมอุตุฯ คาดการณ์ว่า ยังจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง กว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ภาคเหนือ อาจจะทำให้สถานการณ์น้ำดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมีน้ำเติมสู่เขื่อนเพิ่มมากขึ้น ลดความแห้งแล้งในพื้นที่และคลายความกังวลแก่ประชาชนและเกษตรกร แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่อยากให้ชะล่าใจ ประชาชนยังคงต้องช่วยกันประหยัดน้ำอย่างต่อเนื่อง จนกว่าภัยแล้งจะคลี่คลาย
ดร.สุเทพ เลิศศรีมงคล ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเริ่มมีน้ำสะสมกักเก็บในเขื่อนสิริกิติ์เพิ่มมากขึ้น จากผลของฝนที่ตกทั่วพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้มีน้ำเข้าเขื่อนวันละกว่า 7 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเมื่อวานนี้มีน้ำเข้าเขื่อนกว่า 12.8 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนกว่า 293 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 33 ของความจุเขื่อน โดยปัจจุบันมีการระบายน้ำออกจากเขื่อน วันละ 11 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่เมื่อถึงช่วงเดือนสิงหาคม จะลดการระบายน้ำเหลือ 5 ล้านลุกบาศก์เมตรต่อวัน
กระนั้น ชาวนาเกษตรกร อาจจะพอบรรเทาความเดือดร้อนลงได้บ้าง จากฝนที่กระจายในหลายพื้นที่ เกษตรกรบางส่วนสามารถใช้น้ำฝนธรรมชาติมาใช้ในการเกษตรกรรมได้ เชื่อว่าน่าจะไม่มีเหตุการณ์ข้าวยืนต้นตายปรากฎให้เห็นอีก ซึ่งสถานการณ์แม้จะดีขึ้น แต่ยังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ เนื่องจากปริมาณน้ำสะสมยังมีไม่มากเท่าที่ควร ประชาชนยังต้องช่วยกันประหยัดน้ำ ใช้เพียงแค่อุปโภค บริโภค
เนื่องจากคาดการณ์ว่า หากฝนทิ้งช่วงอีกครั้ง ถึงสิ้นปีนี้ยังมีน้ำสะสมไม่ถึง 3พันล้านลูกบาศก์เมตร จะส่งผลกระทบเป็นภัยแล้งต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ซึ่งจะให้แน่ชัดต้องดูสถานการณ์ในช่วงเดือนสิงหาคม ว่ามีปริมาณน้ำเหลือเท่าใด หากมีพายุใหญ่พัดผ่านพื้นที่ภาคเหนือทำให้มีฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อนอาจจะบรรเทาสถานการณ์ภัยแล้งให้คลี่คลายลงได้





