วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ร่างฯปรับสว.สรรหา ให้มาจากกระบวนการสรรหาทั้งหมด​

กมธ.ร่างรธน.ปรับส.ว.สรรหา ให้มาจากกระบวนการสรรหาทั้งหมด​ ยกเลิกจับฉลาก-เลือกกันเอง วางตัวข้าราชการระดับปลัดกระทรวงฯ เป็นกรรมการข้างมาก

​พล.อ.เลิศรัตน์​ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงถึงผลการพิจารณาทบทวนที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ประเภทสรรหา ใน 4 ประเภท ซึ่งที่ประชุมพิจารณาปรับเปลี่ยนเพื่อให้ความเป็นธรรมและได้ส.ว.ที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ว่า ที่ประชุมได้ปรับที่มาในกระบวนการสรรหาของส.ว.ประเภทสรรหา จากเดิมที่ให้มีทั้งเลือกกันเอง, สรรหาผ่านกรรมการ และ จับฉลากโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นรูปแบบเดียวกัน คือ มาจากการสรรหาผ่านกรรมการสรรหา ทั้งนี้ในส่วนของการสรรหาจากกรรมการนั้นแต่ที่มาของส.ว.ในแต่ละประเภทจะใช้คณะกรรมการคนละชุดและไม่ซ้ำกัน กล่าวคือ 1.ส.ว.ที่มาจากอดีตข้าราชการพลเมืองระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าตำแหน่งบริหาร และข้าราชการฝ่ายทหาร จำนวน10คน ให้มีกรรมการสรรหาจำนวน 5 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ​จำนวน 1 คน,​ผู้พิพากษาศาลฎีกา เลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา จำนวน 2คน และตุลาการศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จำนวน 2 คน, 

2.ส.ว.ที่มาจากผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์การวิชาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง จำนวน15คน ให้มีกรรมการสรรหา จำนวน 9 คน ได้แก่ 1.จากผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์, อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาและเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จากการสุ่มเลือกโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มละ 1คนรววมเป็น 5คน และ2.ผู้การธนาคารแห่งประเทศไทย, เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหหลักทรัพย์ และอธิการบดีซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเลือกจากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 1คน และของเอกชน 1 คน​รวมเป็น4คน 

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า3.ส.ว.ที่มาจากผู้แทนองค์กรซึ่งเป็นนิติบุคคล จำนวน 30คน ให้มีกรรมการสรรหาจำนวน 12 คน ประกอบด้วย 1.ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงแรงงาน, ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) มาจากการสุ่มเลือกโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มละ 1 คน, 2.ผู้แทนองค์การเอกชนด้านแรงงาน , ผู้แทนองค์การด้านการเกษตร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน ด้านวิชาการและการศึกษา ด้านชุมชน และด้านการบริหารท้องถิ่นและท้องที่ ซึ่งสุ่มเลือกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวนด้านละ 1 คน ทั้งนี้ต้องไม่ใช่องค์กรที่ส่งบุคคลเข้าสมัครรรับการสรรหาเป็นส.ว. 

พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวต่อว่า และ 4.ส.ว.ที่มาจากผู้ทรงคุณและคุณธรรมใน22ด้าน จำนวน68 คน ให้มีกรรมการสรรหา จำนวน 18 คน ประกอบด้วย 1.ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ปลัดกกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม, ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จำนวน 7 คนมาจากการสุ่มเลือกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์กลุ่มละ 1 คน, 2.ผู้แทนองค์การเอกชนด้านเศรษฐกิจ ด้านเด็กและเยาวชน ด้านสตรี ด้านผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพและผู้สูงอายุ ด้านศาสนา ด้านศิลปะและวัฒนธรรม และด้านวิชาชีพอิสระ จำนวน11 คนมาจากการสุ่มเลือกโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้านละ 1 คน 

“สำหรับระยะเวลาการสรรหากรรมการสรรหาส.ว.​นั้น กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และเมื่อได้แล้วให้ส่งรายชื่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการประกาศผลการสรรหา ขณะที่หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการได้มาซึ่งกรรมการสรรหาและในการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ขณะที่ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง จังหวัดละ 1คนรวมเป็น77คนนั้น ยังคงให้มีการสมัครรับเลือกตั้งได้โดยตรง และไม่มีกรรมการคัดกรองผู้สมัครเป็นส.ว.จังหวัด เช่นเดิม” พล.อ.เลิศรัตน์กล่าว 

ที่ปรึกษาและโฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวต่อว่าที่ประชุม ยังมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับบทบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นสิทธิ ไปเป็น การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ ตามที่มีผลสำรวจความเห็นของประชาชน จำนวน 77,160 คน และเสียงลงคะแนนตัดสินโดยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ​18 ต่อ3 และผลของการปรับบทบัญญัติดังกล่าวจะทำให้ผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือออกเสียงประชามติต้องแจ้งเหตุผลกับ กกต. เพื่อไม่ให้เสียสิทธิอื่นๆ อันเนื่องมาจากการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามการไม่ไปทำหน้าที่เลือกตั้งดังกล่าวยกไว้ให้ใน 3 กรณี คือ ผู้อยู่ต่างประเทศ, ผู้อยู่นอกพื้นที่ที่ตนเองมีสิทธิเลือกตั้ง และผู้ที่อยู่ในภูมิลำเนา ไม่ครบ 90วัน