กมธ.ปฏิรูปป.ป.ช. ถกแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น "พะจุณณ์"ยกป.ป.ช.เป็นมนุษย์พิเศษเห็นปัญหาทุจริตอันตรายกระหายเข้าแก้ไข
ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้จัดสัมมนาเรื่อง “ปฏิรูป ป.ป.ช. แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” โดยมี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายชัยสิทธิ ตราชูธรรม ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) นายโสภณ จันเทรมะ ประธานคณะกรรมการป.ป.ท. นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สปช. และนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ สมาชิก สปช. เข้าร่วมการสัมมนา
โดยพล.ร.อ.พะจุณณ์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายฯ กล่าวว่า ในช่วงนี้เราไม่อยากวิจารณ์ป.ป.ช. เพราะเป็นช่วงที่ ป.ป.ช.ทำงานหนัก เราไม่อยากให้ฝ่ายที่โดน ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบอยู่ นำเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นข้อมูลดิสเครดิต ซึ่งวันนี้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นถึงทางตัน เป็นเวลาที่ต้องปรับปรุงแก้ไข เพราะบ้านเรามีการคอร์รัปชั่นกันมาก
“ปัญหาเกิดจากข้าราชการ นักการเมืองสุ่มหัวกันทุจริตคอร์รัปชั่น คนเป็น ป.ป.ช.ต้องเป็นมนุษย์พิเศษกว่าศาล ดังนั้นการคัดเลือก ป.ป.ช. ไม่ใช่ทำอย่างที่คัดเลือกกันในปัจจุบันที่เน้นเฉพาะกฎหมายเท่านั้น แล้วไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นอนุกรรมการ เพราะ ป.ป.ช. ไม่ใช่แค่ตรวจสอบว่า ใครถูก ใครผิด การคัดเลือกบุคคลมาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรืออนุกรรมการฯ ต้องไม่ใช่คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน คนเป็นป.ป.ช. หรือทำงานป.ป.ช ต้องทำเหมือนศาล คือต้องอบรมให้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษ มองการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเรื่องอันตราย กระหายที่ต้องการเข้าไปแก้ไข” พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าว
พล.ร.อ.พะจุณณ์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง กรรมการ ป.ป.ช. ตั้งนายสมบัติ ธรธรรม เป็นที่ปรึกษาฯ ที่มีคดีเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น แบบนี้ไม่มีมนุษย์พันธุ์ไหนทำได้ ถ้าเป็นป.ป.ช. แบบนี้ ปล่อยให้คดีหลุดไปพันกว่าล้านบาทแบบนี้ ถือเป็นการฟอกคน ถ้าตนเป็นเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.จะเดินขบวนขับไล่ พล.ต.อ.สถาพรให้ลาออก เพราะทำให้เสื่อมเสีย ตนเคยคุยกับคนในป.ป.ช. หลายคนว่า ต้องดำเนินการเรื่องนี้จะปล่อยให้องค์กรเน่าแบบนี้ได้อย่างไร เพราะคนคาดหวังเอาไว้มาก
ด้านนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ที่ปรึกษากฎหมายของกรรมาธิการฯ กล่าวว่า ถ้าวันนี้เราหวังให้ ป.ป.ช. เป็นหมอผ่าตัดการทุจริตให้ได้ผล ต้องมองดูว่า สังคมป่วยจริงหรือไม่ สังคมมองว่า การทุจริตเป็นเรื่องทุจริตอยู่หรือไม่ จึงควรเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ขั้นตอนการทำงานด้วย เพราะมาตรา 103/9 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ว่าด้วยขั้นตอนการไต่สวนให้ประชาชนตรวจสอบได้ ทางป.ป.ช.ไม่ได้เปิดเผยกระบวนการไต่สวนคดีให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ ตนเป็นคนเสนอให้เพิ่มมาตรานี้เข้าไปในการแก้กฎหมาย ป.ป.ช. เมื่อปี 2554 เพราะเห็นว่า ให้อำนาจ ป.ป.ช. มากจึงควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้ตรวจสอบ อาทิ รับคดีมาแล้วมีกี่คดีที่ตัดสินไปแล้ว ยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างไต่สวนคืบหน้าไปแล้วกี่คดี ส่วนคดีที่ยกฟ้องไปด้วยเหตุผลอะไร อย่างไรก็ตามตนเคยเตือน ป.ป.ช. ไปหลายครั้งแล้วว่า หากไม่ปฏิบัติตามมาตรา 103/9 สามารถถอดถอน ป.ป.ช. ทั้งคณะได้ ถ้าไม่ทำตามกฎหมายก็ต้องถูกถอดถอนแล้วมีโทษสองเท่า
"อยากให้ป.ป.ช.เร่งรัดใช้อำนาจตามมาตรา 103/ 7 ที่ให้อำนาจกรมสรรพากรเข้าไปดูบัญชีรับจ่ายของบริษัทเอกชนที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ เพราะจะช่วยป้องกันการทุจริตได้ เนื่องจากมาตรานี้จะทำให้ภาครัฐตามเส้นทางการเงินที่ใช้จ่ายในโครงการได้ทั้งหมด เพราะไม่สามารถจ่ายเงินสดได้ ต้องจ่ายทางบัญชีเท่านั้น และให้ระวังการทำใบเสร็จปลอม ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องกังวลว่า จะถูกครหา เพราะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายปกติ ไม่ใช่การใช้อำนาจพิเศษ" ที่ปรึกษากฎหมายของกรรมาธิการฯ กล่าว
ขณะที่นายสังศิต กล่าวว่า การออกแบบการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นของไทย ต้องไม่ให้ความคิดแบบนักกฎหมายครอบงำ การคอร์รัปชั่นไม่ใช่ปัญหาที่จะใช้กฎหมายแก้อย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ต้องเป็นหน้าที่ ป.ป.ช. เท่านั้น แต่ควรจะเป็นในหลายภาคส่วนร่วมกัน อาทิ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพื่อแก้ไขอย่างบูรณาการ ส่วนรัฐบาลก็ต้องมีบทบาทที่สำคัญในการผลักดันกฎหมายเพื่อให้เกิดการปฏิรูป แต่ต้องแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมของไทย การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ใช่คนดีมาแก้ปัญหาอย่างเดียว ต้องเป็นคนดีมีความเชี่ยวชาญ ซึ่งการเอาชนะการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ดีในระยะยาว ต้องเน้นส่งเสริมมากกว่าปราบปราม ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการปราบปราม แต่คดีปัจจุบันเพิ่มขึ้นไม่หยุดทำให้เป็นภาระหนักของ ป.ป.ช. ดังนั้นควรส่งเสริมค่านิยมในเรื่องของการไม่เอาการทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งแต่ในครอบครัว รวมถึงการนำองค์กรทางศาสนาเข้ามาช่วย ส่วนองค์กรอิสระและภาครัฐก็ควรปราศจากการแทรกแซงทางความคิด ต้องมีอิสระได้ในระดับของตัวเอง
นายสังศิต กล่าวว่า พระราชบัญญัติ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญปี 40 ไม่แยกอำนาจการบริหาร กรรมการมีอำนาจวินิจฉัยและอำนาจในการบริหาร ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 50 ก็ยึดในหลักการเดิม ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี 58 ที่กำลังจะเกิดขึ้นอยากให้มีการแยกอำนาจในการบริหารและการวินิจฉัยออกจากกัน เพื่อปรับให้มีความยืดหยุ่น สำหรับอนุกรรมการ ป.ป.ช.ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ตั้งคนขึ้นมาเป็นพันคน แล้วไม่ทราบที่มาที่ไปว่าเป็นใคร รวมทั้งไม่มีการตรวจสอบทรัพย์สินขณะที่ดำรงตำแหน่ง และหลังจากออกจากการดำรงตำแหน่งไปแล้ว เรื่องนี้ถือเป็นหลุมดำอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นควรเปิดเผยที่มาที่ไปให้ชัดเจน เพราะอำนาจที่ได้ไปอาจนำไปใช้ในทางที่บิดเบือนได้ อย่างไรก็ตามควรปรับปรุงองค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้เข้ามาตรฐานองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รวมถึงปฏิรูปองค์กรภาครัฐ อาทิ อัยการ ศาล แม้ว่า ที่ผ่านมาทำงานดีอยู่แล้ว แต่ต้องมีการปรับให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตนสนับสนุนให้มีศาลเฉพาะทาง อาทิ ศาลพิพากษาที่เกี่ยวกับคดีทุจริต โดยผู้พิพากษาต้องผ่านการอบรมที่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตด้วย ในการปราบปรามการทุจริต ประเทศใหญ่ๆทุกชาติที่ประสบความสำเร็จเกิดจากภาคประชาสังคม ดังนั้นต้องให้ความสำคัญกับภาคประชาสังคม เพื่อให้มาเป็นเครื่องมือในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น
น.ส.สุภา กล่าวว่า สำหรับกรณีของพล.ต.อ.สถาพรนั้น อยู่ในการสอบสวนของนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช. อายุความยังไม่ขาด จะขาดประมาณเดือน ส.ค. กรรมการ ป.ป.ช. ทุกคนดำเนินการเต็มที่ กำหนดระยะเวลาของคดีไม่มีการเลือกปฏิบัติ คณะกรรมการ ป.ป.ช ทุกคนทำงานหนัก เพราะเราเห็นว่าเรื่องอายุความสำคัญ ถ้าอายุความขาดแค่มาตราเดียวต้องตั้งคณะกรรมการสอบ เรื่องการดำเนินงานของกฎหมายค่อนข้างหนักใจ เพราะทุกอย่างเป็นอุปสรรค ส่วนกรณีที่เสนอให้นำการทำงานของ ป.ป.ช.เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ เรื่องนี้เรากลัวว่า บุคคลที่อยู่ในคดีจะเสียชื่อเสียง กลัวบุคคลจะถูกป้ายสีซ้ำ เพราะเรื่องนี้มีความอ่อนไหวมาก อาจถูกฟ้องร้องได้
่นายชัยสิทธิ กล่าวถึงกรณีที่ พล.ร.อ.พระจุณณ์ ระบุว่า กรรมการป.ป.ช.นำบุคลที่เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่มาเป็นหน้าห้อง และปัจจุบันคดีขาดอายุความ เราไม่สามารถดำเนินคดีอาญาได้ แต่สามารถใช้มาตรการทางภาษีอากร โดยให้กรมสรรพากรออกหมายเรียกตรวจสอบ ประเมินเมินภาษีดำเนินคดีอาญาฐานหลีกเลี่ยงภาษีอากรได้ ซึ่งมีโทษจำคุกพิพากษา 7 ปี ปรับ 2,000 - 200,000 บาท ซึ่งการใช้มาตราการทางภาษีอากรป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ทางป.ป.ช.เองก็ควรเอาบัญชีทรัพย์สินออกมาให้ตรวจสอบด้วย นอกจากนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐต้องก็ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินกันแล้ว ขณะเดียวกันต้องให้กรมสรรพากรใช้ฐานบัญชีทรัพย์สินในการตรวจสอบการยื่นภาษีด้วย เพราะจะสามารถป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ป้องกันนักการเมืองที่ทุจริตเข้ามาเล่นการเมืองได้
นายชัยรัตน์ ขนิษฐบุตร รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวว่า บทบาทหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่มีต่อการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ป.ป.ช.ให้ความร่วมมือและสนับสนุนแนวทางดังกล่าว โดยตั้งคณะอนุกรรมาธิการ 2 คณะคือ อนุกรรมาธิการที่พิจารณาประเด็นการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ป.ป.ช. และอนุกรรมาธิการที่พิจารณาปรับโครงสร้างสำนักงาน ป.ป.ช. ให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูป ซึ่งดำเนินการใกล้เสร็จแล้ว โดย ป.ป.ช.ยังปรับเปลี่ยนการทำงานเน้นด้านการป้องกันเชิงรุก โดยเฉพาะการขัดกันของผลประโยชน์ส่วนบุคคล และเฝ้าระวังการดำเนินการโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณมาก รวมถึงการจัดให้มีหน่วยงานทำหน้าที่วิเคราะห์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เพื่อดูแนวโน้มปัญหาการทุจริต





