ป.ป.ช.แถลงเปิดสำนวนสอยอดีต 248 ส.ส. ย้ำชัดจงใจขัด รธน.ปมแก้ที่มาส.ว.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้ดำเนินกระบวนการถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) จำนวน248คน ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา6วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช2557ประกอบมาตรา64แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542โดยเป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับ ข้อ154วรรคหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับอดีตส.ส.ได้ส่งตัวแทนจำนวน 6 คน เพื่อเป็นผู้แถลงคัดค้านสำนวนคดีป.ป.ช.ประกอบด้วยพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ นายสามารถ แก้วมีชัย นายวิชาญ มีชัยนันท์พล.ร.อ.สุรพล จันทร์แดง ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิชนายภราดร ปริศนานันทกุล ขณะที่ ป.ป.ช.ได้ให้นายวิชัย วิวิตเสวี คณะกรรมการป.ป.ช.มาแถลงสำนวนคดีโดยบรรยากาศก่อนเริ่มนั้นประชุมสมาชิกสนช.ทยอยเดินทางเข้าร่วมประชุม อย่างคึกคัก นอกจากนี้ มีส.ส.พรรคเพื่อไทย และพรรคอื่นๆ ก็เข้ามาร่วมรับฟังการแถลงเปิดสำนวนคดีในห้องประชุมด้วย ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาอย่างเข้มงวด
จากนั้น นายวิชัย ได้แถลงเปิดสำนวนคดีว่า คณะกรรมการป.ป.ช.เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ร่วมกันลงรายมือชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.นำโดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร ถือเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา58และขัดต่อพ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี พ.ศ.2542และแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2554นอกจากผู้ถูกกล่าวหาร่วมลงรายมือชื่อในรัฐธรรมนูญแล้วยังลงมติเห็นชอบในวาระต่างๆด้วย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญที่ลงมตินั้นเป็นคนละฉบับกับที่ได้เสนอให้แก้ไขไป โดยเฉพาะได้มีการแก้ไขหลักการสำคัญในมาตรา116วรรคสอง ที่มีผลให้ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งส.ว.ที่สิ้นสุดวาระสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องรอเวลา2ปี ดังนั้นการลงมติจึงถือเป็นการลงมติร่างรัฐธรรมนูญคนละฉบับที่ได้เสนอ และร่างดังกล่าวไม่มีสมาชิกลงรายมือชื่อรับรอง ส่งผลให้ญัตติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มีคำวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ
นายวิชัย กล่าวต่อว่า การพิจารณาของป.ป.ช.ได้พิจารณาฐานความผิดออกเป็น7กลุ่ม แต่ที่ยื่นมายังสนช.เพื่อให้ดำเนินการถอดถอน มีทั้งหมด5กลุ่ม คือ กลุ่มที่1คือ ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 239 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว. รวมทั้งพิจารณาและลงมติในวาระ 1 วาระ 2 และวาระ3 โดยถือว่าจงใจใช่อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 2 ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 1 คน ได้แก่นายอภิรักษ์ ศิรินาวิน ที่ลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ พิจารณาและลงมติในวาระ 2 และ วาระ 3 ซึ่งป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กลุ่มที่ 3 ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 10 คน ที่ร่วมกันลงชื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาและลงมติในวาระที่ 3 โดยถือว่าจงใจใช้อำนาจขัดต่อบัญญัติรัฐธรรมนูญ
นายวิชัย กล่าวอีกว่า กลุ่มที่4ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน2คน คือนายยุรนันท์ ภมรมนตรี และนายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ที่ร่วมลงมติในวาระ1 แต่ป.ป.ช.เสียงส่วนใหญ่มีมติเห็นว่าไม่ให้ส่งสำนวนมายังสนช.และ กลุ่มที่5ผู้ถูกกล่าวหาจำนวน3คน ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้ว ประกอบด้วย พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย นายสมพล เกยุราพันธุ์ และนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ซึ่งป.ป.ช.มีมติเอกฉันท์ให้จำหน่ายคดีออก ส่วนกลุ่มที่ 6 และ กลุ่มที่ 7 อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้ ในกลุ่มที่ 1 มีสมาชิก 2 คน ประกอบด้วยนายทองดี มนิสสาร และนายตุ่น จินตะเวช ได้ถึงแก่กรรม จึงไม่ต้องนำมาพิจารณาตามข้อบังคับ





