"วิชา"แถลงเหตุต้องแก้กฎหมายใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาฯ ต่อต้านทุจริต
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ (ป.ป.ช.)- นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช.แถลงถึงข้อห่วงใยของหลายฝ่ายใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 ที่เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า วัตถุประสงค์สำคัญที่ต้องออกกฎหมายฉบับนี้ คือป.ป.ช.ได้ให้สัตยาบันร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตแห่งสหประชาชาติ (UNCAC) ทำให้จำเป็นต้องปฏิบัติตามพันธกรณี ไม่ได้ออกเองโดยลำพัง ซึ่งกรณีที่มีความจำเป็นมาก และเห็นว่าต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ การไต่สวนข้ามชาติ หรือให้มีอำนาจจะดำเนินการให้ครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ ที่เป็นหลักพื้นฐาน ตามอนุสัญญาณฯ ดังกล่าว ที่ให้ดำเนินการให้ได้ผลจริงจังในการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ เราจึงต้องมีอำนาจไต่สวนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศกระทำความผิดเรียกรับสินบน ซึ่งเราไม่เคยบัญญัติไว้เลย
แจงโทษรับสินบน ถึงขั้นประหาร
นายวิชา กล่าวถึงกรณีการเรียกรับสินบนแล้วต้องรับโทษร้ายแรงถึงขั้นขนาดประหารชีวิต ถือว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนหรือขัดหลักสากลหรือไม่ ว่า กฎหมายที่ได้ออกมานี้ ในเรื่องของโทษ เราเดินตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีอยู่แล้ว เช่น มาตรา 123/2 เหมือนกับการลอกมาตรา 149 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 123/3 ก็ลอกมาจากมาตรา 150 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 123/4 ลอกมาจากมาตรา 143 ตามประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 123/5 ลอกจากมาตรา 144 ตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น แต่ในประมวลกฎหมายอาญานั้นยังไม่ครอบคลุม เพราะใช้คำว่าเจ้าพนักงานของรัฐ แต่ไม่รวมเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเจ้าพนักงานของรัฐนับเฉพาะข้าราชการ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐคือผู้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ จึงต้องเปลี่ยนให้ครอบคลุมทั้งหมด ได้แก่ ข้าราชการ สมาชิกสภานิติบัญญัติ ส.ส. ส.ว. นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเพิ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศ หรือเจ้าหน้าที่ขององค์กรระหว่างประเทศ ไปด้วย ดังนั้นในมาตรา 123/2 จึงไม่ใช่การล้างผลาญหรือดำเนินการอะไรกับใครรุนแรง เพราะโทษก็มีอยู่แล้วในประมวลกฎหมายอาญา
ป.ป.ช.ต้องสอบ ทั้งผู้ให้-รับ สินบน
นายวิชา กล่าวว่า อีกส่วนหนึ่งที่เพิ่มมาคือ เมื่อเอกชนกระทำความผิด ซึ่งปกติหากเอกชนให้สินบน จะเป็นเรื่องของตำรวจที่จะดำเนินการ ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการไต่สวน แต่ในกระบวนการสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะภายในอนุสัญญาฯ UNCAC บอกว่า องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบต้องตรวจสอบทั้งผู้ให้และผู้รับ เพราะถ้าไม่มีผู้ให้ ก็ไม่มีผู้รับ จึงจำเป็นต้องปราบผู้ให้ด้วย คือบริษัทเอกชนทั้งหลาย ดังนั้นจึงได้กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์ว่า 123/5 เป็นไปตามมาตรา 144 ประมวลกฎหมายอาญา อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติตามวรรคสองของมาตรา 123/5 คือเรื่องนิติบุคคลที่มักพัวพันกับการให้สินบน แต่ไม่เคยมีการบัญญัติห้ามเรื่องนี้ไว้ให้ชัดเจน และหากนิติบุคคลไม่มีมาตรการควบคุมการไปให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ นิติบุคคลนั้น ก็มีความผิดตามมาตรานี้ด้วย และต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งเท่า แต่ไม่เกินสองเท่าของความเสียหาย หรือประโยชน์ที่ได้รับ เราต้องสกัดกั้น และยุติการให้สินบนกันอย่างเด็ดขาด จริงจัง การตรวจสอบต้องลึกลงไป ตรวจสอบเส้นทางของเงิน เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ปราบปรามให้เด็ดขาด
หากหลบหนีคดี ต้องหนีตลอดชีวิต
นายวิชา กล่าวว่า ส่วนกรณีอายุความ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับที่ 2 ปี 2554 ได้พูดถึงเรื่องอายุความไว้ในกรณีที่อยู่ระหว่างดำเนินการไต่สวนของ ป.ป.ช. และผู้ถูกกล่าวหาหลบหนี จนมีการออกหมายจับ จะไม่ต้องนับอายุความ คือให้อายุความหยุดลง แต่ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับนี้ ได้เพิ่มเติมในกรณีของระหว่างการพิจารณาของศาล และมีการหลบหนี หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลย และจำเลยได้หลบหนีระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุด โดยไม่ให้นำบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญามาบังคับใช้ในกรณีนี้ หมายความว่า หากจะหลบหนี ต้องหลบหนีตลอดชีวิต ทั้งนี้ เพื่อให้การปราบปรามการทุจริตได้ผลยิ่งขึ้น
ส่วนคดีที่คำพิพากษาไปแล้วจะมีผลกระทบหรือไม่นั้น นายวิชา กล่าวว่า เมื่อเราใช้ พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 2554 มีการโต้เถียงกันว่าต้องการให้เรื่องอายุความหยุดลงนั้น มีผลย้อนหลัง แต่ปรากฏว่า ศาลตีความว่าไม่มีผลย้อนหลัง เพราะเป็นเรื่องของการให้โทษกับบุคคลซึ่งเป็นกฎหมายอาญา แต่เรื่องนี้ยังเป็นการตีความ เรายังไม่ได้ใช้กับกรณีที่คำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น ต้องรอดูต่อไปว่า สำหรับคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว แต่ผู้ต้องหาหลบหนีไปก่อนกฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ จะอยู่ในข่ายว่าอายุความหยุดลงหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า กฎหมายมีมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีใครกลัวกัน นายวิชา กล่าวว่า ถ้ากลัวก็คงต้องกลัวตั้งแต่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 แล้ว แต่ก็ยังมีการเรียกรับสินบนอยู่เรื่อยๆ มีใครกลัวบ้างหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่ากับว่า พ.ร.บ.ป.ป.ช. ฉบับนี้ เป็นแค่การขู่เท่านั้น นายวิชา กล่าวว่า ก็ไม่ทราบ แต่กฎหมายมีสองแบบคือ ให้คนทั่วไปได้ปฏิบัติ และเพื่อป้องปราม หมายความว่า ให้คนรู้สึกว่ามีโทษรุนแรง ยังมีโทษประหารชีวิต เขาก็คิดว่ามันจะมีส่วนในการช่วยยับยั้งได้บ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ผู้ต้องหาหลบหนีคดีที่มีคำพิพากษาไปแล้ว สามารถรื้อฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือไม่ คดีที่จบไปแล้วไม่อาจรื้อฟื้นได้อีก แต่บางคดีที่มีการออกหมายจับไว้ ต้องอยู่ในข่ายเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีที่หลบหนี และจะมีการอ่านคำพิพากษาเร็วๆ นี้ เช่น คดีปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มูลค่ากว่า 9 พันล้านบาทโดยมิชอบ (มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ) ก็อยู่ในข่าย หรือแม้แต่คดีที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพิ่งขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนก่อให้เกิดความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าว เมื่อเร็วๆ นี้ ก็อยู่ในข่ายเช่นกัน





