วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กมธ.ร่างฯแก้หมวดครม.เสร็จแล้ว ปรับหลักการนายกฯ

กมธ.ร่างรธน.แก้หมวดครม.เสร็จแล้ว ปรับหลักการนายกฯ ขอความไว้วางใจจากสภาฯ–ปลัดกระทรวงรักษาการรมต.ให้ทำหน้าที่เมื่อครม.เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ วาระพิจารณาปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ตามข้อเสนอและคำขอแก้ไขของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในหมวด 4 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี โดยที่ประชุมได้พิจารณาแล้วเสร็จทั้งหมวดแล้ว โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจ คือ มาตรา 175 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี (6) ว่าด้วยการแสดงสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง ที่ประชุมได้ปรับถ้อยคำโดยกำหนดให้การแสดงสำเนาแบบรายการแสดงภาษีดังกล่าวต้องเป็นสำเนาย้อนหลัง 5 ปี จากเดิมที่กำหนดให้แสดงย้อนหลัง 3 ปี และให้ยื่นต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แทนของเดิมที่กำหนดให้ยื่นต่อวุฒิสภา

มาตรา 181 ว่าด้วยการให้สิทธินายกฯ ขอความไว้วางใจต่อการบริหารราชการแผ่นดินต่อทีป่ระชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้ตัดวรรคท้ายที่มีสาระสำคัญ คือห้ามให้สภาฯ ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เกินกว่าสมัยละ 1 ครั้ง

หากมติของสภาฯ ให้ความไว้วางใจนายกฯแล้ว ดังนั้นจึงมีผลในทางปฏิบัติให้การยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจโดยฝ่ายค้านสามารถทำได้ ขณะที่มาตรา 182 ว่าด้วยการขอความไว้วางใจนายกฯ ผ่านการเสนอร่างพระราชบัญญัตินั้นที่ประชุมได้ตัดออกทั้งมาตรา  

มาตรา 184 ว่าด้วยการกำหนดให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรีรักษาการปลัดกระทรวงนั้นๆ ทันทีหลังจากที่รัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง โดยการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมได้ปรับบทบัญญัติให้ปลัดกระทรวงที่จะทำหน้าที่รักษารัฐมนตรีรักษาการนั้น ต้องให้มีจำนวนรัฐมนตรีเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐมนตรีทั้งคณะก่อน

ขณะที่ได้เขียนบทบัญญัติให้รัฐมนตรีรักษาการนั้นลาออกจากตำแหน่งรักษาการได้ ขณะที่เงื่อนไขการปฏิบัติหน้าที่นั้นได้กำหนดไว้คงเดิม, มาตรา 193 ว่าด้วยหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ที่ประชุมได้ปรับแก้ไขในส่วนวรรคสามว่าด้วยรายละเอียดของประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องนำเสนอรัฐสภา

โดยปรับแก้ไขในส่วนของหนังสือสัญญาเกี่ยวกับเขตการค้าเสรี ให้เป็น หนังสือสัญญาเปิดเสรีการค้าหรือเปิดเสรีการลงทุนภายใต้กรอบองค์กาการค้าโลกหรือการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ หรือเกี่ยวกับการใช้หรือแบ่งสรรผลประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติหรือทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งนี้เพื่อขยายความหมายตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี ขณะที่วรรคท้ายว่าด้วยการให้สิทธินายกฯ ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องเข้ารัฐสภา ได้ปรับแก้ไขให้สิทธิของคณะรัฐมนตรีด้วย 

และมาตรา 193 ว่าด้วยบทกำหนดให้รัฐมนตรีฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน บทกฎหมาย และพระราชหัตถเลขา ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายและทางการเมือง ที่ประชุมได้ตัดในคำว่า “ทางกฎหมายและทางการเมือง” ออก และคงไว้เพียงหลักการความรับผิดชอบในฐานะผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนั้น