“บวรศักดิ์” ย้ำ ร่างรธน.ฉบับปฏิรูป มุ่งแก้ปัญหาขัดแย้งทางการเมือง แย้ม ครม. สั่งให้คำนึงความสงบหลังการเลือกตั้ง
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวในงานปาฐกถาประยูร กาญจนดุล ครั้งที่ 7 เรื่อง รู้ลึก รู้ชัด กับอนาคตรัฐธรรมนูญ เนื่องในการฉลองครบรอบ 43 ปี แห่งการสถาปนาคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า สำหรับมุมมองอนาคตของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนมองว่าต้องพิจารณาจากประวัติศาสตร์การเมืองและการเขียนร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2540 ที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องสิทธิพลเมือง ความโปร่งใส และการสร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล แต่ผลต่อมากลับพบว่ากรณีที่รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินไปได้เข้าครอบงำองค์กรอิสระ ศาล และสื่อมวลชน ทำให้การแก้ปัญหาดังกล่าวในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 นั้นจึงมีบทบัญญัติให้ตรวจสอบพรรคการเมือง และนักการเมืองที่ทุจริต มีบทลงโทษ อาทิ ยุบพรรคการเมือง และตัดสิทธินักการเมืองที่ทุจริต แต่สถานการณ์การเมืองหลังจากมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 บังคับใช้พบว่าพรรคการเมืองลำดับที่1 ได้กลับมาเป็นรัฐบาลและเกิดการต่อต้านชุมนุม จนนำมาสู่เหตุการณ์ยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 ดังนั้นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 9 ปีที่ผ่านมาที่ส่งผลให้การแข่งขันด้านเศรษฐกิจ แนวโน้มการศึกษาตกต่ำ รวมถึงทำให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพย์สินทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 2 ล้านล้านบาท ด้วยการก้าวข้ามความขัดแย้ง และสร้างความปรองดอง ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้เด็กไทยมีระดับไอคิวรั้งท้ายกลุ่มประเทศอาเซียน
ดังนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงคิดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นฉบับปฏิรูป เพื่อแก้ปัญหาทางการเมือง โดยสร้างสมดุลทางการเมืองระหว่างเสียงข้างมากและข้างน้อย ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้ได้ส.ส.ตรงตามคะแนนนิยมของประชาชน รวมถึงการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อลดต้นเหตุของการซื้อสิทธิขายเสียง
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติมได้ปรับรายละเอียด โดยให้มีผลต่อการทำงานของสปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญรวมถึงให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากประชามติไม่ผ่านในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมไม่ได้ระบุไว้ว่าจะให้ไปอย่างไรต่อ ซึ่งตนมองว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคสช. หรือ “แป๊ะ” ต้องกลับไปแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่ใช่การนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาประกาศใช้แน่นอน ส่วนกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดให้วันที่10 ม.ค.59 เป็นวันออกเสียงประชามติ ตนไม่ทราบว่ากำหนดได้อย่างไร เพราะไม่มีโรงพิมพ์ไหนที่สต๊อกกระดาษไว้นานเกิน 1 สัปดาห์ เพราะไม่มีเงินและไม่มีพื้นที่ หากกำหนดให้ทำประชามติวันนั้นจริง ถือว่า กกต. มองโลกในแง่ดีมากๆ
ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไขตามคำขอแก้ไขของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) , คณะรัฐมนตรี (ครม.) และข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ด้วยว่า ครม. เสนอแก้ไขประมาณ100 จุด และ สปช. อีกกว่า 100 มาตรา ซึ่งคำขอแก้ไขดังกล่าวที่เสนอมายืนยันชัดเจนว่าไม่มีพิมพ์เขียวแน่นอน ดังนั้นการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญต้องทำเพื่อประสานประโยชน์ ทั้ง สปช. , ครม. , คสช. ,องค์กรตามรัฐธรรมนูญ , กลุ่มประชาสังคม สำหรับแนวโน้มมีสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นสำคัญคือ 1.การสู้กันระหว่างอนุรักษ์นิยม คงสถานะเดิมไว้ทุกอย่าง กับการปฏิรูปและปรับปรุง เช่น ศาลยุติธรรมที่ออกมาเรียกร้องให้ ก.ต. เป็นเหมือนเดิม, 2.ความเคยชิน เช่น การปกครองท้องถิ่นที่ไม่ชินกับการปรับให้เป็นการบริหารท้องถิ่น อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่ครม.เน้นมาก คือ ความสงบหลังการเลือกตั้ง ด้วยการมีหมวดปฏิรูป กรรมการยุทธศาสตร์กการปฏิรูปประเทศสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป และการสร้างความปรองดอง เพราะหลังการเลือกตั้งต้องมีผู้ที่คุมกติกา
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า คิดว่าเจตนารมณ์หลัก 4 ข้อของร่างรัฐธรรมนูญต้องอยู่ เพราะถือเป็นเสาเอกของบ้าน หากรื้อเสาเอก ต้องหาคนเขียนใหม่ สำหรับประเด็นที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้หารือและมีแนวโน้มที่จะปรับ คือ สภาตรวจสอบภาคพลเมืองระดับจังหวัด ไม่เขียนให้เป็นองค์กร คิดว่าน่าจะพลเมืองมีส่วนร่วมกันเฝ้าระวังและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นฐาน ส่วนรายละเอียดเขียนไว้ในกฎหมายลูก ขณะนี้สมัชชาพลเมือง ให้กำหนดเป็นเครือข่ายตามภูมิสังคม ไม่ใช่องค์กร สำหรับประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ จะเอาใจใส่เป็นพิเศษ ส่วนหมวดการเมืองมีแนวโน้มว่าจะปรับจำนวน ส.ส.จากแบบเขต จำนวน 250 คน เป็น 350 คน จากบัญชีรายชื่อ 200 คน ไปเป็น 150 คน และใช้บัญชีรายชื่อระดับชาติเหมือนเดิม ส่วนกลุ่มการเมืองมีแนวโน้มปรับออก และเปลี่ยนให้พรรคการเมืองตั้งง่ายขึ้น รวมถึงไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของคนตระกูลใด ส่วนการเลือกตั้งส.ส.บัญชีรายชื่อที่ให้สิทธิประชาชนเลือกผู้สมัครเป็นส.ส. หรือโอเพ่นลิสต์ ที่ กกต. ท้วงติงว่ามีปัญหา จึงจะปรับให้ไปใช้ครั้งแรกหลังจากมีการเลือกตั้งแบบอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับหน้าที่ ส.ว.คิดว่าจะปรับในส่วนของการเสนอกฎหมาย ตัดอำนาจที่พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีออก ซึ่งการปรับดังกล่าวถือเป็นการประณีประนอม การแก้ไขร่างรธน. คงไม่ถูกใจใคร 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จะไม่ทำให้คนที่ขัดใจลุกออกมาต่อต้าน
“อนาคตรัฐธรรมนูญนี้จึงขึ้นอยู่กับการที่ กมธ.คงเจตนารมณ์ไว้ได้ แต่ปรับบทบัญญัติให้สอดรับกับความรับได้ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย ดังนั้นจึงไม่ใช่ฉบับในฝัน แต่เชื่อว่าน่าจะทำให้สังคมไทยขยับเคลื่อนไปได้ แก้ปัญหาความขัดแย้งในอดีต สร้างความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ พยายามทำให้การเมืองใสสะอาดสมดุลเท่าที่สังคมไทยจะรับได้ในเวลานี้ ส่วนอนาคตของรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร ต้องไปถาม สปช.และ คสช. ส่วนผมตอบไม่ได้ เพราะผมยังไม่รู้อนาคตของผมเอง” นายบวรศักดิ์ กล่าว




