นายทหารศูนย์ปรองดองเชิญ"ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์"คุยส่วนตัว หลังยื่นหนังสือถึง "ประยุทธ์" ค้านร่างฯพ.ร.บ.ปิโตรเลียม และค้านขึ้นภาษีแอลพีจี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) นำโดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำคปพ.และอดีตโฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ผ่านนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ห้องประชุมชั้น2 ศูนย์บริการประชาชน ภายในสำนักงานก.พ.(ถนนพิษณุโลก)
โดยนายปานเทพ กล่าวว่า คปพ. ขอแสดงจุดยืนคัดค้านและไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ(พ.รบ.)ปิโตรเลียมฉบับที่...พ.ศ....และ ร่างพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียมฉบับที่ ... พ.ศ....ที่ผ่านการอนุมัติโดยหลักการของคณะรัฐมนตรี(ครม.)แล้ว เนื่องจาก ร่างฯ พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับนั้นไม่เคยมีการเผยแพร่ให้ประชาชนทราบก่อนและไม่มีการรับฟังเสียงของประชาชนหรือมีกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนแต่อย่างใด แต่มีการอนุมัติโดยครม.ไปก่อน
"คปพ. จึงห่วงว่าภาคประชาชนอาจเกิดความสงสัย ว่าครม.ขาดความจริงใจต่อข้อเสนอของประชาชนหรือไม่ เพราะการกระทำที่เกิดขึ้นขัดแย้งกับหนังสือของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่แจ้งให้ คปพ. ว่าขอให้เชื่อมั่นในความโปร่งใสและเป็นไทย และการข้อเสนอต่างๆ ที่มีการเสนอไปยังภาครัฐก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด" นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับไม่สามารถรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนได้ เนื่องจากมีช่องโหว่ที่จะเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้ คปพ. จึงขอคัดค้าน ร่างฯ พ.ร.บ.ดังกล่าว และขอเรียกร้องให้นายกรฐั มนตรี แสดงความจริงใจด้วยการปฏิบัติตามสัญญาที่เคยบอกว่า “ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในความโปร่งใสและเป็นธรรม” ด้วยการทบทวนให้มีการถอนร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับออกจากการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยทันที และขอให้ร่างพ.ร.บ.การประกอบกิจการปิโตรเลียม พ.ศ. ....และ ร่างคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ .../2558 เรื่องการจัดหาทรัพยากรปิโตรเลียมในราชอาณาจักรของคปพ.เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการเห็นชอบและจัดการทำประชาพิจารณ์ในร่างกฎหมายของภาคประชาชนต่อไป
ด้านนายรุ่งชัย จันทสิงห์ อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพัฒนา ส่งเสริมตรวจสอบการพลังงานและเรื่องประชาชน การเมือง เพื่อความเป็นธรรม วุฒิสภา กล่าวถึงแนวคิดการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตแอลพีจีภาคขนส่ง และยกเลิกการใช้แอลพีจีภายใน 1-2 ปี ที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่า ขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนแนวคิดดังกล่าว และยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน เนื่องจากสถานะของกองทุนน้ำมันในขณะนี้ถือว่าเพียงพอ และจะได้ไม่เป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนเพิ่มขึ้น ทั้งนี้เห็นว่า การใช้แอลพีจีในภาคขนส่งไม่ได้มีสัดส่วนมากที่สุด แต่เป็นภาคปิโตรเคมีที่ใช้มากกว่า และการใช้ภาคขนส่งก็ไม่ใช่การใช้พลังงานผิดประเภท เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันแล้ว แอลพีจีจะช่วยลดมลภาวะได้มากกว่า ดังนั้นการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตจะเป็นการเพิ่มต้นทุน ทำให้บริการรถยนต์สาธารณะเพิ่มขึ้น จึงเห็นว่าไม่ควรปรับเพิ่มดังกล่าว แต่ควรจะเรียกเก็บจากภาคปิโตรเลียมที่เป็นผู้ใช้แอบพีจีมากที่สุดแทน ส่วนการให้ยกเลิกการใช้แอลพีจีภายใน 1-2 นั้น จะกระทบต่อผู้ที่ได้ติดตั้งอุปกรณ์ในรถยนต์แอลพีจีที่มีอยู่ 1.5 ล้านคัน ซึ่งหากมีการดำเนินการดังกล่าวจะถือเป็นความผิดพลาดของนโยบายภาครัฐเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการยื่นหนังสือกับที่ปรึกษารมต.ประจำสำนักนายกฯ ปรากฏว่ามีนายทหารมาเชิญนายปานเทพฯเพียงคนเดียวให้มาพบที่ห้องประชุมชั้น3 สำนักงาน ก.พ. โดยใช้เวลาในการพบนายทหารประมาณ 1 ชั่วโมง นายปานเทพก็ได้กลับมาที่ห้องประชุมชั้น 2 อีกครั้ง โดยมีมวลชนที่มานั่งรอเต็มห้องประชุม จากนั้นนายปานเทพได้แถลงข่าวโดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง News1 นายปานเทพ กล่าวว่า สืบเนื่องมาจากการประสานนอกรอบตั้งแต่ช่วงกลางคืนของวันอังคารที่ 16 มิ.ย. ซึ่งนายทหารอยากจะคุยกับตนนอกรอบเสียก่อน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะคุยเรื่องอะไร และไม่ได้นัดหมายกัน และบังเอิญว่านายทหารท่านนี้มาประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลพอดี และตนก็มายื่นหนังสือพอดี ตนเลยจัดเวลาว่าเมื่อยื่นหนังสือเสร็จจะพูดคุยด้วย หาสถานที่พูดคุยไม่ได้จึงขึ้นมาชั้น 3 เพื่อมาพูดคุยกัน ซึ่งได้พูดคุยกันประมาณ 1 ชั่วโมง ไม่ได้มีท่าทีของการข่มขู่ และไม่ได้เป็นการเชิญแบบมีหนังสือเชิญที่เป็นคำสั่งคสช. ดังนั้นไม่มีอะไรน่ากังวล เป็นการรับฟังความคิดเห็นเฉพาะบุคคลเท่านั้น ส่วนทำไมต้องเชิญตนนั้นตนก็ไม่ทราบ
แต่ทราบว่าคงจะมีอีกหลายคนที่ถูกเชิญแบบนี้เช่นกัน แต่ยืนยันว่าไม่มีบรรยากาศการข่มขู่แต่อย่างใด แต่ทั้งนี้พูดคุยเสร็จตนก็ยังไม่รู้ว่าวัตถุประสงค์จริงๆแล้วอยากพูดคุยเรื่องอะไร แต่มีคำถามที่ถามตน 3 ข้อ คือ 1.คิดเห็นอย่างไรกับรัฐบาล 2.คิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 3.มีข้อเสนออะไรที่จะเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งได้ยืนยันไปว่าใน 3 หัวข้อไม่ได้พูดถึงมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว นอกจากเรื่องพลังงานเท่านั้น
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ทุกคนเป็นห่วงว่านายกรัฐมนตรีจะอยู่ต่อไปอีกสองปีหรือไม่และจะอยู่อย่างไร รัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ซึ่งตนเชื่อว่าสาระสำคัญอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะครองใจประชาชนได้อย่างไร เชื่อว่าการครองใจประชาชนได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้ามองประโยชน์ประชาชนเป็นใหญ่ระชาชนก็จะสนับสนุนท่านเอง และสิ่งที่ประชาชนเสนอตอนนี้ก็คือการยึดประโยชน์ของประเทศชาติและผลประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับมาจากพลังงาน ถ้ารัฐบาลดำเนินการปฏิรูปเพื่อพลังงานอย่างแท้จริงแล้วนั่นคือการครอบหัวใจประชาชน
นายปานเทพ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าคสช.คงไม่อยากให้มีการชุมนุม ดังนั้นจึงเป็นการบ้านที่ศูนย์ปรองดองต้องเรียกมาคุยทุกกลุ่ม แต่อยากจะฝากว่าการคิดเรื่องเชิญแกนนำมาพูดคุยกันระหว่างแกนนำหรือแกนนำข้ามสีมาพูดคุยกันก็ดี คิดว่าไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงเพราะว่าหมดแกนนำเหล่านั้นก็มีแกนนำรุ่นใหม่อยู่ดี เพราะปัญหาคือเรื่องของข้อเท็จจริงและการนำความจริงมาสู่ประชาชน ความจริงที่ไม่ถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมาก็ถูกบิดเบือนทำให้เกิดเครือข่ายของผู้คนที่เป็นขบวนการตามมาได้
จึงเชื่อเรื่องความจริงที่ต้องพูดตรงไปตรงมากับประชาชน ต้องไม่ปกปิดประชาชน และความจริงเหล่านั้นจะนำไปสู่การพิสูจน์ว่าคนที่ผิดจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย เพราะถ้าความเชื่อในสิ่งที่ผิดดำรงอยู่ต่อไป หมดแกนนำที่หนึ่งก็มีรุ่นที่สอง สาม สี่ แต่ตราบใดเอาความจริงมาปรากฏและดำเนินการเพื่อประชาชนมันสลายสีได้ เพราะประโยชน์ด้านพลังงานมีสีเดียวคือสีธงชาติ กับประชาชน กับกลุ่มทุนพลังงานไม่กี่คนเท่านั้น
"ผมเชื่อว่าการเชิญระดับแกนนำมันไม่จบหรอกครับ มันต้องแก้ที่เนื้อหาของเบื้องหลัง การเคลื่อนไหวของคนแต่ละคนมาจากอะไรถึงจะนำไปสู่จุดนั้นได้ และผมเชื่อว่าการที่เราเคลื่อนเรื่องพลังงาน่มีวาระซ่อนเร้น เราไม่ได้เคลื่อนมาเพื่อมาเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลชุดนี้ เราไม่ได้เคลื่อนมาเพื่อไล่รัฐบาล เราเอาประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ถ้ารัฐบาลชุดไหนไม่ว่าจะมาจากเลือกตั้งหรือเผด็จการณ์ ถ้าทำร้ายทรัพย์สินทรัพยากรของชาติและขูดรีดประชาชนจากกลุ่มทุนพลังงานผมว่าก็ถูกขับไล่ได้" นายปานเทพ กล่าว
นายปานเทพ กล่าวว่า หวังว่าพลเอกประยุทธ์จะเป็นบุคคลที่ได้รับข้อมูลไม่ครบ เพราะท่านยังมีท่าทีเลื่อนสัมปทานออกไป มีการจัดเวที เราก็ยังมีความหวังว่าท่านอาจจะตามไม่ทันเกมในการนำเสนอข้อมูลของทางราชการก็ได้ เราก็ต้องเปิดโอกาสให้ท่าน นอกจากวันไหนท่านแสดงตัวชัดเจนเราก็จะรู้ว่าท่านเป็นวีรบุรุษหรือเป็นซาตาน เมื่อเปิดโอกาสให้เราเสนอเราก็เสนอโดยที่เรายังไม่ชุมนุม เพราะเราเชื่อว่ามื่อท่านเปิดเวทีรับฟังเราก็พร้อมเสนอ แต่ถ้าท่านรับฟังเฉยๆไม่ปฏิบัติตามไม่ได้แปลว่าท่านฟัง แต่แปลว่าท่านแค่ได้ยินเฉยๆ จึงหวังว่าจะฟังไม่ใช่แค่ได้ยินจากเรา





