สปช.รับทราบรายงานกมธ.ปฏิรูปการเมือง เสนอใช้สูตรเลือกตั้งแบบรธน.ปี 50
ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)มีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณาวาระรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง เรื่องการเข้าสู่อำนาจและระบบพรรคการเมือง โดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง ซึ่งรายงานดังกล่าวมีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปพรรคการเมือง โดยเฉพาะการให้เป็นสถาบันทางการเมือง ส่งเสริมระบบพรรคการเมืองให้มีหลายพรรค ไม่มีกลุ่มการเมืองเพราะยากต่อการควบคุมและอาจถูกโน้มน้าวไปในทางไม่ก่อประโยชน์ รวมถึงเสนอให้ปฏิรูปการบริหารพรรคการเมือง โดยผู้บริหาร คณะกรรมการบริหาร ต้องมาจากการเลือกตั้งของสมาชิก และผู้สมัครเป็นคณะกรรมการบริหารจะต้องเป็นสมาชิกพรรคอย่างน้อย 1 ปี ขณะที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ต้องผ่านการเลือกตั้งขั้นต้นของสมาชิกพรรคในพื้นที่ (Primary Vote) และมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี ส่วนกรณีการยุบพรรคการเมือง จะกระทำได้เฉพาะกรณีกระทำผิดร้ายแรงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติ ทั้งนี้เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลยุติธรรมเท่านั้น
สำหรับการปฏิรูปการเลือกตั้ง เสนอให้ใช้ระบบการเลือกตั้งแบบคู่ขนานเหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 เพราะ เห็นว่าการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม มีแนวโน้มที่จะไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดรัฐบาลผสมที่ช่วยลดความแตกแยก แต่ระบบการเลือกตั้งดังกล่าวอาจมีประสิทธิภาพเฉพาะการเลือกตั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคเท่านั้น แต่ขอให้ระวังพรรคการเมืองอาจร่วมมือกันส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส.ในภาพรวมมากขึ้น นอกจากนั้น ควรกำหนดจำนวน ส.ส. แบบเขต และแบบบัญชีรายชื่อให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการเมืองไทย ส่วนเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของ ส.ส. กมธ.ปฏิรูปการเมืองเสนอให้มีการคัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขตเลือกตั้ง และควรจัดให้มี ส.ส. จากกลุ่มวิชาชีพ และชาติพันธ์ รวมถึงกำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องยื่นหลักฐานสำเนาการเสียภาษีให้รัฐย้อนหลัง 5 ปี ในวันสมัคร และแสดงตัวต่อสาธารณชนโดยจดทะเบียนกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อนการเลือกตั้ง 1 ปี
ส่วนการปฏิรูปองค์กรอิสระ โดยเฉพาะการปฏิรูปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้กกต. มีอำนาจกำหนดวันเลือกตั้ง เลื่อนวันเลือกตั้ง หรือวันลงคะแนนในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย ซึ่งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งให้กกต. มีอำนาจสั่งเลือกตั้งใหม่ (ใบเหลือง) ส่วนกรณีหลังประกาศผลหากสืบสวนพบการทุจริตให้ กกต. ยื่นคำร้องไปยังศาลอุทธรณ์กลางเพื่อเพิกสิทธิเลือกตั้งตลอดชีวิต (ใบแดง) โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ถูกกล่าวหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งของกกต. ได้ นอกจากนั้น ยังเสนอให้มีปฏิรูปการสรรหาบุคคลที่เข้าดำรงตำแหน่ง กกต. โดยเสนอปรับเพิ่มกกต. จาก 5 คนเป็น 7 คน เพื่อความคล่องตัวในการทำหน้าที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ฯ และได้มีมติรับทราบรายงานดังกล่าว จากนั้นน.ส.ทัศนา ได้สั่งปิดประชุมเวลา 16.50 น.





