วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ไพบูลย์'เดินหน้าปราบโกง เผยเงินธุรกิจมืดหาย30%

"พล.อ.ไพบูลย์" เดินหน้าปราบโกง เผยเงินจากธุรกิจมืดถูกบล็อกหายจากระบบ 30% ส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจซบ

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดโครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของรัฐ ว่า ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ต้องปราบปรามการทุจริต โดยข้าราชการต้องถามตัวเองว่าได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐหรือไม่ ปัญหาการทุจริตต้องจัดการที่ข้าราชการ เพราะหากข้าราชการไม่เอื้อประโยชน์ เอกชนก็ไม่สามารถทุจริตได้ ดังนั้นข้าราชการต้องยอมรับว่าการทุจริตเป็นปัญหาของชาติที่ต้องร่วมกันแก้ไข รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบทุจริต เอาผิดกับธุรกิจสีเทา ซึ่งสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีขึ้น ส่วนหนึ่ง ร้อยละ 30-40 เคยเป็นเม็ดเงินจากตลาดมืด ที่รัฐบาลนี้เข้าไปบล็อกไว้ จึงมีส่วนให้การใช้จ่ายจากเงินตลาดมืดหายไป เช่นเดียวกับขบวนการค้ามนุษย์ ที่ใช้ในธุรกิจประมงเกี่ยวข้องเกี่ยวโยงกับการมีงานทำของคนรากหญ้าจำนวนมาก แม้รัฐต้องการจัดการกับปัญหาค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด แต่ยังเป็นห่วงรากหญ้าที่รับการจ้างงานจากธุรกิจประมง

“เรื่องปราบปรามทุจริต ผมได้ทำแล้วในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าทำ ทำในสิ่งที่จะแก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งต้องแก้ที่ราชการ ถ้าราชการไม่ทุจริตเอกชนก็ทำไม่ได้ ส่วนรายชื่อที่ส่งให้นายกฯ ไม่ได้ชี้นำว่าทุจริต แต่เป็นรายชื่อที่คนทำหน้าที่ต้องรู้กันว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยง ทั้งนี้การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า เอาจริงในการปราบทุจริต ทำให้ประชาชนกล้าที่จะส่งข้อมูลเบาะแสทุจริต ให้กับหน่วยงานรัฐ ซึ่งผมได้ตอบกลับและลงลายเซ็นตอบกลับประชาชนทุกฉบับ เพื่อให้มั่นใจว่าเรื่องที่ร้องเรียนมากจะไม่ถูกละเลยการแก้ปัญหา"พล.อ.ไพบูลย์กล่าว 

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) มีความเห็นในการแก้ไขทุจริตคอรัปชั่น โดยให้มีการทำข้อตกลงคุณธรรม ในสัญญาโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป โดยจะมีการทำข้อตกลงทั้งฝ่ายรัฐ เอกชนที่รับงาน และภาคประชาชน เพื่อช่วยกันร่วมตรวจสอบโครงการในทุกขั้นตอน โดยขณะนี้มีโครงการที่มีข้อตกลงคุณธรรมแล้ว ได้แก่ โครงการรถเมล์เอ็นจีวี ซึ่งซื้อได้ถูกกว่าราคาที่ตั้งไว้คันละกว่าล้านบาท โครงการเปลี่ยนผ่านจากระบบอนาลอกเป็นระบบดิจิตอล และโครงการรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน ส่วนโครงการมูลค่าเกิน 50 ล้านบาทที่ต้องทำข้อตกลงคุณธรรมของกระทรวงยุติธรรม ได้แก่โครงการก่อสร้างเรือน

จำภูเก็ตและเรือนจำสุราษฎร์ธานี โดยพยายามจะยกเลิกการประมูลงานด้วยระบบอีอ๊อกชั่น ซึ่งพบว่า มีช่องโหว่ให้เกิดการทุจริตมาก

พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีผู้ต้องขังก่อเหตุจลาจลที่เรือนจำจังหวัดสงขลา ขณะนี้สอบข้อเท็จจริงเสร็จสิ้นแล้วพบข้อมูลว่า มีเจ้าหน้าที่ผู้คุมที่เสียผลประโยชน์จากนโยบายจัดระบียบเรือนจำ ยุยงและชี้ช่องทางให้ผู้ต้องขังให้ก่อเหตุจลาจล ซึ่งมีรายชื่อผู้คุมที่เกี่ยวข้องและเตรียมพิจารณาย้ายออกจากเรือนจำจังหวัดสงขลาเร็วๆนี้ โดยตนได้กำชับให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์กำกับดูแลไม่ให้มีการเอาเปรียบหรือละเมิดสิทธิพื้นฐานของนักโทษ และให้ทำความเข้าใจกับผู้ต้องขังในการจัดระเบียบเรือนจำที่ต้องดำเนินการ