วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร'โยนถอดยศ'ทักษิณ'เป็นหน้าที่ผบ.ตร

"ประวิตร"โยนถอดยศ"ทักษิณ"เป็นเรื่องของ ผบ.ตร. ระบุไม่เร่งรัด-ยันไม่มีสเปค ผบ.ตร.คนใหม่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คนต่อไปว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.คนปัจจุบัน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกบุคคลที่ตัวเองไว้วางใจและมีความรู้ความสามารถมาดำรงตำแหน่งนี้แทน ซึ่งเชื่อว่า พล.ต.อ.สมยศ เป็นคนที่รักองค์กรของตัวเอง อยากเห็นองค์กรเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ดังนั้นท่านคงจะต้องพิจารณาในเรื่องของความรู้ความสามารถความเหมาะสมที่จะเข้ามาปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งขึ้นอยู่กับ ผบ.ตร. คนปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามหากรายชื่อที่เสนอขึ้นมาเข้าสู่คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เป็นรายชื่อที่ไม่ดีไม่เหมาะสมก็จะไม่ผ่านการพิจารณา ซึ่งใน ก.ต.ช. มีทั้งนายกฯ รองนายกฯ และปลัดกระทรวงต่างๆที่ทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกหลายคนร่วมกันพิจารณา

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สำหรับตัวเองแล้วไม่ได้มี สเปค หรือคุณสมบัติของ ผบ.ตร. เอาไว้อย่างแน่นอน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ พล.ต.อ.สมยศเป็นผู้เสนอรายชื่อเข้ามา ต้องเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีอาวุโสมากพอที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้นและสามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ ที่สำคัญที่สุดคือต้องเป็นบุคคลที่ข้าราชการตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้การยอมรับ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เท่าที่เห็นรายชื่อผู้มีโอกาสหรือแคนดิเดต ทั้ง 3 คน คิดว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “เหมาะสมทุกคนเลย”

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามีใบสั่งถึง พล.ต.อ.สมยศ ให้เลือกคนที่รัฐบาลและ คสช. ต้องการหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ไม่มีแน่นอน ผบ.ตร.อายุมากแล้ว ทำงานมาหลายปี จะเกษียณอายุราชการอยู่แล้ว เขาไม่เชื่อหรอก ทั้งจะไปบอกไปสอนเขาได้อย่างไร เขารู้ดีกว่าผมอีก เพราะเขาทำงานคลุกคลีในวงการตำรวจมานาน ผมดูแลแต่เรื่องนโยบายไม่ได้ลงไปในรายละเอียด เรื่องการบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องของท่าน ท่านก็ต้องดู ต้องพิจารณาให้ดีและต้องรับผิดชอบ หากท่านเลือกคนไม่ดีเข้ามาท่านก็โดนเอง ผมไม่เกี่ยว แล้วก็ไม่มีไม่ว่าฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูกแน่นอน”

นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวยังถามถึงการแต่งตั้ง ผบ.ทบ. ว่ามีชื่ออยู่ในใจหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ในส่วนของตำรวจก็เป็นเรื่องในหน่วยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ฝ่ายทหารนั้นจะมีคณะกรรมการของกลาโหมทำหน้าที่ปรับย้ายตำแหน่งอยู่ 7 ท่าน ทำหน้าที่ว่าใครเหมาะสม มีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นประธาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผบ.สูงสุด ผบ.ทบ และ ผบ.ทร อยู่ในคณะกรรมการ ต้องดูว่าคนไหนเหมาะสม คือต้องพิจารณาร่วมกัน ไม่ใช่ตนคนเดียวที่จะเลือกได้ ผมอยู่ในฐานะรัฐมนตรี เป็นนักการเมือง ที่กฎหมายบัญญัติไว้ เขามีข้าราชการประจำอยู่ 5-6 คน ทุกกระทรวงก็เป็นแบบนี้เวลาจะมีการโยกย้ายข้าราชการประจำ แต่ข้าราชการการเมืองก็ต้องมาควบคุมเข้ามาดูแลให้นโยบายได้ “ผมเข้ามาในฐานะข้าราชการการเมือง แต่ผมไม่ใช่นักการเมือง”

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวยังถาม ว่า วันนี้(10 มิ.ย.)มีการพูดคุยทวงถาม พล.ต.อ.สมยศ ถึงกรณีการถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “โอ้ย ไม่คุย จะไปคุยทำไม ไม่ใช่หน้าที่ของผม เอาไว้มีอะไรอยากคุยไปคุยกับ ผบ.ตร. เขารับผิดชอบเรื่องนี้” ถามว่าเมื่อรายงานมติผ่าน ผบ.ตรง ต้องเสนอถึงท่านและรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า “อำนาจเรื่องนี้ไมไ่ด้อยู่ที่ผมเลย อยู่ที่ ผบ.ตร. เป็นผู้รับผิดชอบ และรายละเอียดในมติดังกล่าวก็ไม่ได้ผ่านตาผมด้วย ทุกอย่างทำไปตามกฎมหายที่มีเขียนไว้ชัดเจน การจะถอดยศตำรวจคนหนึ่งต้องดูให้ละเอียดเพราะเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯลงมา

หากไม่ละเอียดผลกระทบจะกลับมาหา ผบ.ตร. เขาเอง ขั้นตอนการถอดยศจะสิ้นสุดอยู่แค่ ผบ.ตร. ที่จะเป็นผู้เซ็นในคำสั่ง ไม่ใช่หน้าที่ของผมหรือของ นายกฯ” ถามว่าหวั่นใจเกรงว่าจะเกิดกระแสต่อต้านหลังการถอดยศหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า “ถ้าหวั่นใจผมไม่มายืนอยู่ตรงนี้ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้ถอดยศ อย่าเพิ่งไปมโนไปไกล เรื่องแบบนี้ประเมินไปก่อนไม่ได้ มันเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง เขาทำตามกฎหมาย ผบ.ตร.ต้องตรวจสอบให้เป็นไปตามกฎหมาย เวลานี้เรื่องอยู่ตรงไหนผมยังไม่รู้เลย เพราะเป็นเรื่องของ ผบ.ตร. ไม่ใช่ของผม”

พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวด้วยว่า ตนไม่ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาตรวจสอบความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด หากท่านไม่ได้ทำอะไรให้คนส่วนใหญ่เกิดความขัดแย้งก็ไม่เป็นไร ส่วนที่ถามกันว่าจะจับกุมหรือไม่นั้นอยากถามว่าทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ทำไม่ไม่ไปจับ ทำไมต้องมาจับในรัฐบาลชุดนี้ ผมไม่ได้เข้ามาแก้แค้นใครนะ คุณก็รู้ มาเพื่อทำให้เกิดความสงบ สื่ออย่าถามให้เกิดความขัดแย้ง แบ่งพรรคแบ่งพวก เวลานี้บ้านเมืองสงบหรือไม่ ใครว่าไม่สงบบอกมา จะมีก็แค่ความแตกแยกทางความคิดในโซเชียลมีเดียเล็กๆน้อยๆ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน