สธ.เข้มคุมเมอร์ส ประสานสถานทูตซาอุฯห้ามออกวีซ่าคนไทยไม่มีใบรับรองฉีดวัคซีน ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการอุมเราะห์ แจ้งจำนวน-ชื่อคนเดินทางทุกครั้ง
ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.)ทั่วประเทศเกี่ยวกับมาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012 หรือเมอร์ส โควีว่า ในการเฝ้าระวังต้องตรวจพบคนไข้ให้ได้เร็วที่สุด เพื่อระงับยับยั้งการแพร่ของโรคโดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีป่วยแล้วหายใจลำบาก ปอดบวมรุนแรง เกิดการป่วยเป็นกลุ่ม เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครอบครัว หรือไปต่างประเทศมาโดยเฉพาะตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดิอาระเบีย กาต้าร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรต และเกาหลีใต้ ซึ่งรพ.ต้องซักประวัติละเอียดหากมีไข้ ไอ หายใจเหนื่อย โดยสสจ.ที่มีด่านเข้าออกระหว่างประเทศให้แจ้งเตือนผู้เดินทางที่มีอาการไข้ ไอ หรือเจ็บคอหรือมีน้ำมูก หากมีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อส่งรพ.ตรวจละเอียดต่อไป
2.การเตรียมพร้อมในการตรวจหาเชื้อทางห้องปฏิบัติ ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ทั้ง 13 แห่งสามารถตรวจยืนยันเชื้อได้ภายใน 5-8 ชั่วโมง และการเตรียมความพร้อมที่สถานพยาบาล ในส่วนของแผนกผู้ป่วยนอก ให้ติดป้ายแจ้งเตือนผู้ป่วยที่มีอาการไข้ ไอหรือเจ็บคอหรือมีน้ำมูก หากมีประวัติเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่ รวมถึง จัดจุด One Stop Service หรือระบบ Fast track สำหรับคัดกรองผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจและมีประวัติเดินทางเข้าพื้นที่ที่มีการระบาดและให้เตรียมพร้อมห้องปฏิบัติการและห้องแยกผู้ป่วยที่มีความดันเป็นลบ
“จากมาตรการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมด้านต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง แม้เกิดพบผู้ป่วย 1 ราย ก็มั่นใจว่าจะสามารถควบคุมให้การระบาดไม่แพร่มาก”นพ.สุรเชษฐ์กล่าว
นพ.โอภาส การย์กวินพงส์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องกับโรคเมอร์ส โควี ได้ประเมินสถานการณ์ของโรค โดยองค์การอนามัยโลกหรือฮู(WHO) รายงานว่าในปี 2555 มีผู้ป่วยประมาณ 1,100 ราย เสียชีวิต 400 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 30-40 % ในปี 2558 รายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อใน 10 ประเทศและมีแนวโน้มมาในประเทศแถบเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ จีน ฮ่องกง เป็นต้น ซึ่งประเทศเกาหลีใต้มีความเสี่ยงที่คนในประเทศแถบตะวันออกกลางจะเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นศูนย์กลางการเดินทางแห่งหนึ่งของโลก และเกาหลีใต้มีการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยใช้เวลาถึง 2 สัปดาห์จึงจะตรวจเจอ
นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า ประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย พบว่ามี 5 ประเทศในเอเชียที่พบผู้ป่วยโรคนี้ คือ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ที่พบเพียง 1-2 ราย ฮ่องกง จีนและเกาหลีใต้ที่ยังต้องจับตาดู ส่วนประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะพบผู้ป่วยติดเชื้อเมอร์ส โควีได้ เพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางของอาเซียน อีกทั้ง มีคนแถบตะวันออกกลางเดินทางมาไทยปีละประมาณ 3 แสนคน และคนไทยเดินทางไปตะวันออกกลางมี 3 กลุ่ม คือ แรงงานและนักธุรกิจ ประมาณ 20,000 คน ผู้ประกอบศาสนกิจทั้งพิธีฮัจญ์และอุมเราะห์ 20,000-30,000 คนต่อปีและนักท่องเที่ยว 50,000-80,000 คนต่อปี เพราะฉะนั้น ประเทศไทยต้องตรวจจับผู้ป่วยให้ได้เร็ว นอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการสุ่มตรวจอูฐในปี 2557 จำนวน 80 ตัวและปี 2558 ดำเนินการแล้ว 40 ตัวไม่พบว่ามีเชื้อชนิดนี้
“สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปอุมเราะห์ได้มีการประสานไปยังสถานทูตซาอุดิอาระเบียไม่ให้ออกวีซ่าให้กับคนไทยที่ไม่มีหนังสือรับรองการฉีดวัคซีนโรคตามที่สธ.กำหนด รวมทั้ง ขอให้ผู้ประกอบการอุมเราะห์มาขึ้นทะเบียนและแจ้งจำนวคนและรายชื่อทุกครั้งก่อนเดินทาง ส่วนการเดินทางไปประเทศที่มีการระบาดองค์การอนามัยโลกยังไม่มีการออกข้อแนะนำให้งดการเดินทางไปประเทศใดๆที่มีการระบาดของโรคเมอร์ส โควี ยังสามารถเดินทางได้ตามปกติ แต่สำหรับคนไทยผู้ที่เดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ให้หลีกเลี่ยงเมืองแดจอนที่เป็นพื้นที่ระบาดของโรค อย่าคลุกคลีกับผู้ป่วย ล้างมือบ่อยๆ และเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้วมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูกภายใน 14 วันซึ่งเป็นระยะฟักตัวของโรคให้แจ้งเจ้าหน้าที่ ซึ่งโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนห้องกันและยารักษา ในการรักษาผู้ป่วยจะดูแลประคับประคองให้พ้นภาวะวิกฤติและคนป่วยสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา”นพ.โอภาสกล่าว





