วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้อนรอย 'ยกเลิก-คืน' พาสปอร์ตพ.ต.ท.ทักษิณ

(รายงาน) ย้อนรอย "ยกเลิก-คืน" พาสปอร์ตพ.ต.ท.ทักษิณ

กรณีกระทรวงการต่างประเทศประกาศยกเลิกหนังสือเดินทาง 2 เล่ม ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (4) และข้อ 23 (2) ตามที่ฝ่ายความมั่นคงเสนอมาหลังเห็นว่า ถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ มีเนื้อหาบางช่วงบางตอนที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือชื่อเสียงและเกียรติภูมิของประเทศไทย


การออกประกาศดังกล่าวไม่ต่างจากการ “ฉายหนังซ้ำ” เพราะตลอดระยะเวลา 6 ปี กับ 6 รัฐบาล ได้มีการพิจารณา “ยกเลิก-คืน” หนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาแล้ว 4 ครั้ง


ครั้งแรกสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีประกาศยกเลิกพาสปอร์ตแดงสมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และพาสปอร์ตบุคคลธรรมดา


ต่อมาสมัยรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช โดยครั้งนั้นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว นายนพดล ปัทมะ ได้พิจารณาให้คืนหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ


เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการยกเลิกหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง โดยครั้งนี้อ้าง


เหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
มาถึงยุครัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินเรื่องให้เสร็จสรรพ


จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันนี้ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการประกาศยกเลิกหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ อีกครั้ง หลังจากที่เมื่อเร็วๆ นี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้ให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศพาดพิงบุคคลสำคัญโดยกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร


อย่างไรก็ดีการยกเลิกหนังสือเดินทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นหนังสือเดินทางบุคคลธรรมดาทั้งสองเล่มนั้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของเขาแต่อย่างใด เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณยังมีพาสปอร์ตมอนเตเนโกรอยู่ และหากยังจำได้นายนพดล ปัทมะ เคยให้สัมภาษณ์ระบุชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังถือหนังสือเดินทางของอีกหลายประเทศ


แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าเห็นจะเป็นคดีความที่จ่อเรียงกระทงตามมาอีกเป็นชุดเพราะฝ่ายความมั่นคงให้เหตุผลแนบท้ายการเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศประกาศยกเลิกหนังสือเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้ว่า
“กรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112, 326 และ 328 และพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (3) (5)”