"พล.อ.ประยุทธ์" นายกฯ ย้ำปัญหาโรฮิงญา กำลังพูดคุยขออย่าให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ
เมื่อเวลา 15.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ลงนามที่จะตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับชาวโรฮิงญา ว่า “เราก็ยังยืนยันเหมือนเดิมเพราะเราเป็นประเทศกลางทาง ซึ่ง วันเดียวกันนี้เป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของ 3 ประเทศ และข้อเท็จจริงแล้วประเทศไทยมีปัญหามากกว่าเขา แต่เราเห็นด้วยกับนโยบายต่างๆแต่ปัญหามีอยู่ว่าจะรับที่ไหนก็ค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้เหมือนกับเขาต้องการรับโดยแต่ละประเทศแบ่งๆกันรับ ตนถามว่าท่านรับได้หรือไม่ ขอให้ตอบมาทีสิว่ารับได้หรือไม่”
เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า ก็ดีที่แต่ละประเทศช่วยๆกันแบกรับปัญหาดังกล่าว โดยที่ไทยไม่ต้องแบกรับปัญหาฝ่ายเดียว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโหว่า “เขามี 9,000 คน แบ่งประเทศละ 3,000 คน รับไหม ไปคิดใหม่" ก่อนที่นายกรัฐมนตรี จะหันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวอีก ว่า "ซึ่งจะรับหรือไม่รับไม่รู้ กำลังไปพูดคุยอยู่ ผมไม่พูดอะไร แต่ขอร้องว่าอย่าไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับทุกประเทศ"
ด้านพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงตัวเลขผู้อพยพ 9,000 ราย ว่า ในวันนี้จากข้อมูลเบื้องต้น มีรายงานว่าชาวโรฮิงญาทั้งหมดมีประมาณ 1.4 ล้าน-2ล้านคน ในความหมายของนายกรัฐมนตรี คือต้องการให้ผลการประชุม 15 ประเทศ ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ก่อน และเห็นว่าทั้ง 3 ประเทศ ที่คุยกันในวันนี้จะรีบไปทำไม เพราะภาพใหญ่ของอาเซียนยังไม่ได้คุยกัน และยังไม่ควรจะไปตกลงอะไรกันในตอนนี้ อย่างไรก็ตามถ้าไปรับมาดูแลในวันนี้ ขณะยังไม่รู้ตัวเลขแท้จริง ก็ไม่รู้ว้าจะมีผู้อพยพนั้นมาอีกเท่าไร อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศกลางทางที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
พล.อ.วิลาศ กล่าวว่า ซึ่งวันนี้ต้องรู้ว่าปัญหา ที่ต้นทางเกิดจากอะไร และเราต้องรู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเข้าไปกดดันประเทศต้นทาง เพราะปัญหานี้ถือเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้ อย่าไปตำหนิกัน ซึ่งวันนี้เราในฐานะประเทศกลางทางจะถูกตำหนิอย่างเดียวไม่ได้ หรือจะไปกดดันต้นทางก็ไม่ได้ เพราะต้องเข้าใจประเทศต้นทางที่ทำใจยากกับเรื่องนี้ เนื่องจากในอดีตมีปัญหาความขัดแย้ง เคยมีการต่อต้าน ต้องการเป็นอิสระ ซึ่งชาวโรฮิงญานับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นปัญหานี้ทั้งประเทศต้นทาง กลางทาง และปลายทางจะต้องคุยกัน และย้ำว่าต้องเข้าใจต้นทางไม่ใช่ไปกดดันเขา





