วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อุดมเดช'ยันดำเนินคดี'โรฮิงญา'หลบหนีเข้าเมือง

“พล.ต.อุดมเดช” ยันดำเนินคดีกับ “โรฮิงญา” หลบหนีเข้าเมือง เพราะอยู่คนละฐานะกับผู้อพยพใน 9 ศูนย์พักพิงไทย

ที่กรมการบินกรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ ถึงการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา ภายหลังที่หน่วยงานและองค์กรต่างประเทศออกมากดดันให้ไทยรับดูแลว่า ต้องเข้าใจว่าศูนย์พักพิงทั้ง 9 ศูนย์ของไทยก็เป็นภาระโดยตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และเป็นผู้ลี้ภัยมาจากการสู้รบซึ่งเราก็รับดูแลมีจำนวนหลายแสนคน แต่ขณะนี้ลดระดับลงมาบ้างแล้วเพราะมีการมารับกลับไป โดยกรณีดังกล่าวเป็นศูนย์พักพิงที่มีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาดูแล ส่วนกรณีของโรฮิงญาเป็นคนละกรณีกันเพราะเป็นการหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้อง จึงเป็นการจัดสถานที่เพื่อควบคุมและอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเด็ก ผู้หญิง ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)รับไปดูแล ซึ่งเป็นไปตามกฏหมายของไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทหารหรือตำรวจแม้จะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงแต่ในฐานะที่ดูแลด้านความมั่นคง หากพบเจอต้องควบคุมตัวส่งตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป หากจำนวนชาวโรฮิงญามีจำนวนมาก จนสถานที่ควบคุมไม่เพียงพอ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า หาพื้นที่ควบคุมเพิ่มเติม ซึ่งตนได้มีการสอบถามกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วจึงความคืบหน้าการจัดเตรียมพื้นที่แต่ต้องได้รับจากพิจารณาจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงด้วยเพื่อความเหมาะสม. แต่ถ้าตำรวจและพม.ยังสามารถดูแลได้ ก็ไม่จำเป็นซึ่งขณะนี้ทราบว่ายังรับมือได้อยู่

สำหรับเรื่องการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญานั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้รับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติแล้วภายหลังลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีในส่วนของกองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้าแยก1(กอ.รมน.ภาค4สน.แยก1)ต้องกำกับดูแลในเรื่องนี้ โดยมีกองบัญชาการอยู่ที่จ.ระนองจะดูภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนยืนยันไม่มีการผลักดัน หรือผลักไสไล่ส่ง แต่ต้องเข้าใจไทยเป็นประเทศกลางทาง ไม่เป็นความประสงค์ของชาวโรฮิงญาที่เดินทางจากประเทศต้นทาง โดยมุ่งหวังไปประเทศที่สามหรือประเทศปลายทาง และมีการเคลื่อนย้ายทางทะเลเป็นหลัก ก็จะมีการตรวจสอบ หากเข้ามาในพื้นที่เขตน่านน้ำไทย เราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล ว่ามีอาการเจ็บป่วยหรือไม่ หากเจ็บป่วยจะนำเข้ามารักษาพยาบาล แต่หากมีความประสงค์จะเดินทางต่อไปตามจุดหมายของเขา ก็ต้องปล่อยไปตามนั้น เราคงไปบังคับอะไรไม่ได้ หากไม่ต้องการเดินทางต่อเขาต้องเข้าสู่ระบบการถูกควบคุมตัวเพราะหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย ถือเป็นลักษณะการปฏิบัติที่ถูกต้องไม่มีการละเมิดและจะดูแลตามสิทธิมนุษยชนอย่างดีที่สุด  

“ไทยถูกจับจ้องจากองค์กรต่าง ๆ นอกประเทศ ที่ยังไม่เข้าใจซึ่งหากประเทศเหล่านั้นดูแลเรื่องสิทธิให้กับชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย และถ้าช่วยประเทศไทย ็รับไปดูแลบ้างก็จะดี ซึ่งองค์ต่างๆต้องเห็นใจประเทศไทยด้วย เนื่องจากเราแบกรับภาระมามาก ถ้าเห็นว่าประเทศไทยควรทำอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามาอาจจะต้องการไปประเทศที่มีความพร้อม ซึ่งมีหลายประเทศที่จ้องมองประเทศไทยว่าควรจะทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และที่ผ่านมาไทยก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่ท่านช่วยรับชาวโรฮิงญากลับไปด้วยเพราะประเทศของท่านมีความพร้อมเช่นกัน”พล.อ.อุดมเดช กล่าว  

พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกำลังประชุมหารือที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และในวันที่29พ.ค.นี้ จะมีการประชุมกับประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกครั้งในประเทศไทย คงจะได้กรอบแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มที่อยู่แล้วเพื่อให้เห็นว่าเราจริงจังกับการแก้ปัญหา      

“ผมได้พูดคุยกับ ผบ.ตร.ว่าหากพบทหารเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ให้ลงโทษเด็ดขาด ไม่ต้องเกรงใจ ให้ดำเนินการเต็มที่เพราะคนดีต้องรักษา เชิดชู ให้รางวัล ส่วนคนไม่ดีต้องไม่ให้บทบาทและไม่ให้อยู่ในกองทัพต่อไปตามระเบียบขั้นตอนของกองทัพ ถ้าเข้าข่ายคดีอาญาก็ต้องดำเนินการจนถึงขั้นปลด ขอให้สบายใจว่ากองทัพบกจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา หากใครมีหลักฐานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอดำเนินการเต็มที่ กองทัพพร้อมให้ความร่วมมือ” พล.อ.อุดมเดช กล่าว