"เมื่อวันนี้ประชาชนอยากเห็นการลงประชามติ เราก็แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดทางไว้ก่อน" วิษณุ รองนายกฯ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี(ครม.) กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งมีมติให้ทำ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายถึงกรอบเวลาต่าง ๆ จนกระทั้่งถึงการเลือกตั้งทั่วไป ดังนี้
ที่ประชุมร่วมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) 2557 โดยใช้อำนาจตามมาตรา 46 ไปแก้ไขมาตรา 36 และ 38 ที่กำหนดล็อกเรื่องเวลาเอาไว้ เพื่อเปิดทางให้มีการลงประชามติ โดยสาระสำคัญที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 คือ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้ลงประชามติได้ในอนาคตโดยไม่เป็นอุปสรรคและจัดให้ลงประชามติได้โดยเร็ว โดยครม.และคสช.จะร่วมเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สปช.) จะใช้เวลาพิจารณาภายใน 15 วัน
จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นอกจากนั้นในร่างแก้ไขจะระบุไว้ว่าให้ใครเป็นผู้ตัดสินใจอีกครั้งว่าจะทำประชามติหรือไม่ ซึ่งคนที่ตัดสินใจจะทำอาจเป็นได้ทั้งครม.หรือสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)หรือองค์ใดก็ได้ ขณะนี้เร็วเกินไปที่จะพูดวันนี้ เพราะต้องรอดูการลงมติของสปช.ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ก่อน ถ้าสปช.เห็นชอบก็มีกลไกรองรับให้ทำประชามติก็ทำได้อยู่แล้ว หากทำประชามติจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เป็นผู้จัดการเรื่องการลงประชามติ
สำหรับการออกเสียงประชามติ ต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจให้ประชาชนรับรู้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของการลงประชามติ และควรรับหรือไม่รับ ต้องดำเนินการจัดพิมพ์รัฐธรรมนูญเพื่อแจกจ่ายให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 47 ล้านคน หรืออย่างน้อย 80% ทำความเข้าใจ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน และนับจากนั้นประมาณ 1 เดือน จึงกำหนดให้ออกเสียงประชามติ รวมเวลาตั้งแต่พิมพ์รัฐธรรมนูญแจกถึงการลงประชามติ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน
นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องชี้แจงว่าข้อเสนอที่ให้หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว สั่งให้ลงประชามตินั้นทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีหลายมาตรากำหนดเรื่องเวลาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไว้ว่าคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ให้เสร็จภายในกี่วัน จากนั้นเสนอสปช. ภายในกี่วัน ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายในกี่วัน เป็นต้น ในเมื่อเวลาล็อกไว้ ปฎิทินเวลาจึงออกมาว่าต้องลงมติโหวตรับไม่รับภายในวันที่ 6 ส.ค.นี้ และวันที่ 4 ก.ย.นี้ เป็นวันสุดท้ายที่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนั้นหากมีการลงประชามติ กำหนดวันดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องไปลงประชามติก่อน ซึ่งมาตรา 44 จะไปรื้อเวลาที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ไม่ได้ เพราะจะกระทบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เป็นต้นกำเนิดของมาตรา 44 ทั้งหมด การเสนอแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเสียก่อนที่จะจัดลงประชามติ จึงเป็นหนทางเดียวเท่านั้น
นายวิษณุ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณาสิ่งที่มีคนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2558 จำนวนมากทั้งครม.สปช.และต้องมีผู้มาชี้แจงจำนวนมาก โดยที่เราให้เวลาเขาทำงาน 60 วัน เราจึงไม่อยากให้กมธ.ยกร่างฯ ถูกบีบบังคับด้วยกรอบเวลาและคนที่มาชี้แจงจำนวนมาก เพราะเหลือเวลาที่จะแก้ไข รื้อหรือตัดบางมาตราที่อาจดูง่าย เช่น เรื่องกลุ่มการเมือง แต่บางครั้งไปผูกกับมาตราต่างๆ 20-30 มาตรา จึงให้แก้ไขเรื่องเวลาทำงานโดย ขยายเวลาทำงานจากเดิม 60 วัน เพิ่มเป็นไม่เกิน 30 วัน รวมเป็น 90 วัน
“โดยสรุปการทำประชามติ ต้องผ่านด่านแรกก่อนคือแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ด่านที่สองคือจะตัดสินใจลงประชามติหรือไม่ ที่ผ่านมาไม่ใช่อุบหรือแทงกั๊กเอาไว้ เพราะตัดสินใจตอนนี้ไม่ได้ เวลา 60-90 วัน ที่ให้กมธ.ยกร่างฯ ไปแก้ไขนั้น เขาอาจจะแก้ไขแล้วสมมติว่าสังคมเกิดพอใจตามที่อยากได้แล้วต้องการให้ประกาศใช้ ก็ไม่ต้องพูดเรื่องลงประชามติ ถ้าเราไปบีบบังคับว่าต้องลงประชามติก็จะลำบาก ทำให้เวลาต้องยืดออกไป จึงรอตัดสินใจว่าประชาชนเห็นอย่างไร แต่เมื่อวันนี้ประชาชนอยากเห็นการลงประชามติ เราก็แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดทางไว้ก่อน”
.....................................
(ล้อมกรอบ)
ครม.วาง3กรอบชงแก้ร่างรธน.
นายวิษณุ ยังกล่าวภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมได้รับทราบ
ข้อสรุปในการขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากทุกส่วนที่เกี่ยวข้องได้เสนอความเห็นเข้ามา โดยตนในฐานะผู้รวบรวมความเห็นได้สรุปให้ที่ประชุมได้รับทราบแล้ว 80% ซึ่งแบ่งได้ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย
1.กลุ่มที่ว่าด้วยเรื่องถ้อยคำที่ยังกำกวม ไม่มีความชัดเจนในความหมาย จนปฏิบัติตามได้ยาก เช่น คำว่าพลเมือง ปวงชนชาวไทย ประชาชน ราษฎร บุคคล ซึ่งคำเหล่านี้มีความหมายต่างกันอย่างไร
2.กลุ่มที่ว่าด้วยข้อความ ซึ่งไม่ควรจะอยู่ในมาตรานั้นๆ แต่ควรย้ายไปอยู่ในมาตราอื่นแทน หรือควรบัญญัติเพิ่มเติม
3.กลุ่มที่กระทบต่อหลักการสำคัญ ซึ่งมีหลายเรื่องจะเสนอให้ กมธ.ยกร่างฯ ตัดออก บางมาตราอาจเสนอให้ปรับปรุง ทบทวน อย่างไรก็ตาม ครม.ยังต้องการเห็นข้อสรุปที่ละเอียดมากกว่านี้ จึงมีการนัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ค. โดยเป็นการประชุมวาระพิเศษของ ครม.เพื่อหารือในร่างรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ ซึ่งตนจะเสนอข้อสรุปโดยละเอียดในวันดังกล่าว ก่อนจะส่งข้อสรุปขอแก้ไขให้ กมธ.ยกร่างฯ ในวันเดียวกัน เพราะถือเป็นวันที่สุดท้ายที่จะยื่นขอแปรญัตติ
“ขณะที่ คสช.ได้หารือเป็นเอกฉันท์แล้วว่าจะไม่เสนอความเห็นขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญไปยัง กมธ.ยกร่างฯ เพราะแม้ คสช.จะเป็นแม่น้ำสาย 1 ใน 5 สาย แต่ก็เปรียบเสมือนมหานทีสีทันดร ถือเป็นต้นน้ำของแม่น้ำทุกสาย จึงมีอำนาจในตัว ถ้า คสช.เสนอความเห็นไปยัง กมธ.ยกร่างฯ แล้ว กมธ.ยกร่างฯ แก้ไขตาม ก็จะถูกข้อครหาว่าทำตามใบสั่ง ขณะเดียวกันถ้า คสช.ขอแก้ไขไปแล้ว กมธ.ยกร่างฯ ไม่แก้ไขตาม ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการประชดประชันได้ว่า กมธ.ยกร่างฯ แข็งข้อ คสช.แพ้ หรือว่าสุดท้ายเสียของ เพราะ กมธ.ยกร่างฯไม่เอาด้วย หน้าแตกไปตามเรื่องตามราว”




