กกต.ซ้อมเลือกตั้งมองปัญหา คาดหากมีโอเพนลิสต์ ใช้เวลานับคะแนนไม่ต่ำกว่า 3 วัน เหน็บอาจมีบัตรเลือกตั้งใหญ่ที่สุดในโลก
ผู้สื่อข่าวรายงานจาก กกต.ว่าเมื่อเวลา 14.00 น. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงสรุปจากการสาธิตลงคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งนับคะแนนพบว่ามีความซับซ้อนยุ่งยาก เสียเวลาในการนับคะแนนโดยเฉพาะหากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะให้มีการนับคะแนนรวมที่เขตเดียว เพราะจากตัวอย่างที่มาลงคะแนนในวันนี้ 174 คน ใช้เวลาลงคะแนน 1 ชั่วโมง นับคะแนนอีก 90 นาที ซึ่งถ้าเลือกตั้งจริงที่ปัจจุบันมีพรรคการเมืองจะเบียน 80 พรรค อีกทั้งการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดให้กลุ่มการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ถ้าลองประเมินว่ามีพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองรวมกันได้ 280 พรรคและกลุ่มการเมือง จะทำให้บัตรเลือกตั้งมีขนาดใหญ่มาก ประมาณกว้าง 60 ยาว 90 ซม.จะทำให้บัตรเลือกตั้งติดสถิติกินเนสบุ๊กใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งรูปแบบนี้จะไม่มีผลต่อการใช้เวลาในเลือกตั้ง ยังอยู่ในกรอบ 8 ชั่วโมง แม้จะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม กกต.คิดว่าเอาอยู่
นายสมชัย ยังกล่าวว่า แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเวลานับคะแนน ส.ส.แบบโอเพนลิสต์ ที่ต้องนับคะแนนพรรคที่ถูกเลือกก่อน จึงจะนำบัตรเลือกตั้งไปแยกใส่ตะกร้าแบ่งเป็นแต่ละพรรคหรือกลุ่มการเมือง จากนั้นก็จะนับส.ส.แบบโอเพนลิสต์ที่ถูกเลือก หากนับคะแนนที่หน่วยจะใช้เวลา 5 ชั่วโมง แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การนับคะแนนรวมที่เขตเดียว คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 60 ชั่วโมง หรือ 3 วัน โดยเป็นการนับแบบต่อเนื่องและกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องจำนวนบัตรกับยอดผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกันหรือบัตรเขย่ง อีกทั้งจะก่อปัญหาให้ประชาชนลำบากในการจดจำหมายเลขพรรค กลุ่มการเมือง และ ส.ส.แบบโอเพนลิสต์ ซึ่งจะสร้างภาระต่อกรรมการประจำหน่วยที่ต้องมีการอบรมอย่างเข้มงวดในการเรียนรู้ขั้นตอนเลือกตั้งรูปแบบใหม่ และทำให้เปลืองงบประมาณในการซื้ออุปกรณ์และการพิมพ์บัตรที่ใหญ่ขึ้น
นายสมชัย ยังมองว่าการเลือกตั้งแบบนี้ อาจจะมีบัตรเสียเพิ่มมากขึ้น และการที่แบ่งประเทศออกเป็น 6 กลุ่มจังหวัด การพิมพ์บัตรไม่สามารถแยกพิมพ์ชื่อและพรรคตามกลุ่มจังหวัดได้ ต้องพิมพ์รวมทั้งประเทศ เมื่อนำไปใช้ในกลุ่มจังหวัดอาจเกิดปัญหาที่ประชาชนไปเลือกหมายเลขพรรคและผู้สมัครที่ไม่ได้ลงสมัครในพื้นที่นั้น ก็จะทำให้เป็นบัตรเสีย อย่างไรก็ตาม กรณีการนับคะแนนรวมหากมีปัญหาหีบบัตรมาไม่ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ จะกระทบต่อการคำนวณและการประกาศ ส.ส.แบบโอเพนลิสต์ ซึ่งกกต.ก็ได้มีการเสนอวิธีแก้ไข ในเชิงหลักการไปยัง กมธ.ยกร่างฯ ว่า หากเกิดเหตุดังกล่าวให้พิจารณาว่าหากคะแนนที่หายไปไม่มีผลต่อเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งก็ให้ประกาศรับรองกผลการเลือกตั้งได้เลย
“สรุปแล้วไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งรูปแบบไหน กกต.ก็อยู่ในวิสัยที่จัดการได้ แต่ที่สาธิตวันนี้เพื่อนำเสนอให้เห็นถึงปัญหาข้อจำกัดและอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้ กมธ.ยกร่างฯไปพิจารณาว่าจะได้คุ้มเสียหรือไม่ สิ่งที่ได้มาจะคุ้มกับที่ลงทุนหรือไม่เพราะการเลือกตั้งแบบโอเพนลิสต์ เป็นไปได้สูงที่ประชาชนจะเลือกรายชื่ออันดับต้นๆ หรือที่พรรคนำเสนอมา ซึ่งอาจไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างฯ ที่อยากให้สิทธิประชาชนในการเลือกส.ส.และพรรคที่ต้องการ ดังนั้นระบบโอเพนลิสต์อาจไม่ประสบความสำเร็จ “นายสมชัยกล่าว
นายสมชัยกล่าวต่อว่าส่วนกรณีที่กมธ.ยกร่างฯจะให้มี กจต.มาจัดการเลือกตั้งแทน กกต.นั้น กกต.ได้พูดคุยกันโดยมีความเห็นที่ยังไม่ใช่มติว่า ไหนๆจะให้มีกจต.ก็ไม่จำเป็นต้องไปเขียนในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้กจต.มาจัดเลือกตั้งในครั้งต่อไป แต่ควรจะมาจัดเลือกตั้งที่จะถึงนี้ในทันที เพราะจะได้เรียนรู้วิธีการเลือกตั้งได้โดยเร็ว





