(รายงาน) 1ปีรัฐประหาร: นักวิชาการเตือน
"ปัญหาปากท้อง" สั่นคลอนคสช.
วันศุกร์ที่ 22 พ.ค.ที่จะถึงนี้ เป็นวันครบรอบ 1 ปีการรัฐประหารของกองทัพในนาม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.
การตัดสินใจยึดอำนาจเพื่อยุติความรุนแรงอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองตลอดห้วงหลายปีที่ผ่านมาจนก่อให้ความแตกแยก แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายในทุกวงการ
พร้อมกับกำหนด “กลไก” และวาง “โรดแมพ” เพื่อ “ปฏิรูป-ปรองดอง” นำพาประเทศออกจากวังวนความขัดแย้งในครั้งนี้ ไม่ต่างจากการ “รีเซท” ระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งการขับเคลื่อนทุกองคาพยพตามเป้าหมายที่วางไว้นั้นกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่สอง และตามที่กำหนดไว้คร่าวๆ ก็จะมีการ “เลือกตั้ง” ช่วงต้นปี 2559
อย่างไรก็ดีแผนงานที่วางไว้หาได้มีเฉพาะการเมืองไม่ เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังมีอีกหลายด้านที่ “อ่อนแอ” ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงโดยเร็ว ไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรม ปัญหาคอร์รัปชัน
ที่ผ่านมาหากวัดจากโพลสำรวจหลายสำนักต่างก็ออกมาในทิศทางเดียวกันว่า “พอใจ” กับการทำงานของ คสช. ทั้งการปราบทุจริต และจัดระเบียบสังคม แต่ในมุมมองเชิงวิชาการกลับเห็นว่า เป็นการใช้อำนาจเพื่อให้สยบยอมชั่วคราว แต่ยังไม่เห็นแผนระยะยาวที่เป็นรูปธรรม
ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองห้วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมาของ คสช. ว่า ในส่วนของการบริหารประเทศ เรื่องปากท้องของประชาชน เห็นว่ายังไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมายที่ประชาชนคาดหวัง เศรษฐกิจยังไม่คล่องตัวเท่าที่ควร
แม้รัฐบาลเองจะพยายามจัดการปัญหา เช่น ไม่ว่าจะเป็นการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการใช้โครงการเมกะโปรเจคต่างๆ แต่ยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน
“ยังไม่เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลอยากจะทำคืออะไร หรือ ยังเป็นแผนอยู่ แต่ก็ยังไม่เห็นว่า แผนต่างๆ เหล่านั้น ถูกนำมาใช้เสียที รวมทั้งการที่พยายามจะผลักดันสิ่งต่างๆ สามารถเดินหน้าได้แล้วหรือยัง หรือในมุมการเมือง การที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ( สนช.) ที่เร่งผลักดันกฎหมายหลายๆฉบับ ถือว่าเป็นการผลักดันที่รวดเร็ว มีการออกกฎหมายได้มากพอสมควร”
ขณะที่ในเรื่องการจัดการปฏิรูปการเมือง การยุติความขัดแย้ง เขา เห็นว่า ยิ่งเห็นไม่ชัด เรามีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่ยังไม่เห็นข้อเสนอในการปฏิรูปมากนัก ปฏิรูปในภาพรวม ส่วนตัวมองว่า สปช. ยังไม่ได้เสนอข้อมูลหรือแนวทางในการปฏิรูปที่ชัดเจน หรืออาจะบอกก็ได้ว่า สปช. จะเสนอข้อเสนอในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ที่จะถึง แต่ตอนนี้ สปช. ไม่มีการโยนหินถามทาง หรือการบอกข้อเสนออะไรให้เห็นเลย แล้ว สปช. บางคนกลับไปยุ่งในเรื่องของรัฐธรรมนูญมากกว่าเสียอีก
เมื่อถามถึงการจัดระเบียบสังคมนั้น อาจารย์อรรถสิทธิ์ ยอมรับว่า การใช้อำนาจในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลนั้นตอนนี้ดูเป็นเรื่องที่ใช้ได้อยู่ เพราะว่าคนใช้อำนาจยังอยู่ในอำนาจ ถามว่าพอใจไหมก็พอใจ แต่ถามว่าจะยั่งยืนไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ปัญหาจะยั่งยืนไหม ก็เห็นว่าการพยายามในการจัดระเบียบสังคม ไม่ว่าจะโดยใคร พอคนพลักดันไม่อยู่แล้ว การปฏิรูปก็ไม่ต่อเนื่อง ถามว่าตอนนี้ดีไหม ดี แต่มีแผนการระยะยาวรองรับหรือไม่ ถ้าไม่มี คสช. แล้ว ไม่มีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจสูงขนาดนี้แล้วนั้น สิ่งที่วางไว้ จัดระเบียบไว้ จะอยู่ตลอดไปหรือไม่
“ถ้ามองในการใช้อำนาจในหนึ่งปีที่ผ่านมานั้น เข้าใจว่าใครมีอำนาจทุกคนก็ยอม แต่คนที่ถูกใช้อำนาจนั้น เห็นด้วยกับการใช้อำนาจตรงนี้ไหม การไปจัดระเบียบทางเท้า แลดูเหมือนการบังคับมากกว่า โดยที่เขาไม่เต็มใจ ถ้าเกิด คสช. ไม่อยู่ เขาก็อาจจะกลับมาใหม่ เพราะการไปไม่ได้ไปด้วยความเต็มใจ ดังนั้น จึงคิดว่า การไปจัดระเบียบควรมีแผนรองรับ จริงอยู่ที่ตอนนี้สามารถใช้อำนาจได้ แต่ว่าสุดท้ายถ้าสังคมไม่ยอมรับก็ไม่สามารถไปต่อได้”
สำหรับคำถามที่ว่า คสช.พยายามสร้างรัฐข้าราชการขึ้นมาในช่วงหนึ่งปีในการควบคุมประเทศนั้น เขามองว่า คสช. สร้างอำนาจให้ข้าราชการต่อรองกับนักการเมืองมากกว่า ให้ข้าราชการไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างตามความพอใจของนักการเมือง ในความเป็นจริงแล้ว นักการเมืองไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย เพียงแต่มีความต้องการที่อยากจะทำสิ่งต่างๆ พออยากจะทำอะไรก็ไปบอกข้าราชการ
“หลายครั้ง นักการเมืองเข้ามา ก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อรักษาฐานเสียงของเขาไว้ แม้จะมองได้ว่าโครงการต่างๆ บางอย่างของนักการเมือง เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม การเกิดปัญหาเรื่องการทุจริตนั้น เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่ข้าราชการมุ่งที่จะตอนสนองนโยบายนักการเมือง โดยที่ไม่ได้มองผลกระทบที่จะเกิดกับกลุ่มอื่นๆ หรือไม่”
ด้าน ดร.ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา อาจารย์ประจำวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแแก่น อธิบายภาพรวมทั้งหมดของประเทศใต้ร่มเงา คสช.ว่า ถือว่าเกินความคาดหมายในประเด็นเรื่องความมั่นคงทางการเมือง
คสช.สามารถใช้องคาพยพที่มีอยู่ในการจัดการกลุ่มขั้วการเมืองคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายไม่ให้ห้ำหั่นกันเอง หรือออกมาต่อต้าน คสช. ทำให้เรื่องขบวนการใต้ดินเป็นได้แค่การคาดเดาของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง คือ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น และไม่มีวี่แววจะเกิดขึ้น
แม้จะเกิดกรณีการระเบิดที่เกาะสมุย แต่ก็ไม่ได้ขยายวงกว้างไปยังเขตพื้นที่อื่น อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงต้องจับตามองกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้ง และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกกับ “โรค” ของประเทศไทยหรือไม่
“ในความคิดเห็นของผม ปัญหาเรื่องปากท้องจะเป็นชนวนที่สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ และการจัดการเลือกตั้ง”
สำหรับการบริหารราชการแผ่นของ คสช. ในรูปรัฐบาล เขามองว่า จุดแข็งคือ การมีประกาศิตมาตรา 44 ในมือ ซึ่งทำให้ คสช. สามารถออกประกาศเป็นกฎหมายเหนือ 3 สถาบันได้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ จึงสามารถเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องรอกระบวนการนิติบัญญัติ และระบบราชการที่เชื่องช้า
แต่ก็ยังมีจุดอ่อน คือ คสช. ต้องใช้ มาตรา 44 อย่างชาญฉลาดและถูกจุด ปัจจุบันอาจเป็นไปได้ว่าการใช้ มาตรา 44 ของ คสช. ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งคาดหวังว่า คสช. จะใช้ มาตรา 44 ในการแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่ล้าหลังและเป็นอุปสรรคต่อการก้าวเข้าสู่เออีซี ในปลายปีนี้
“ผมเอาใจช่วยรัฐบาล อยากให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ในทางนี้ เพราะจะเร็ว ทันท่วงที และทำให้ประเทศเรายังจะพอมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งอานิสงส์จากเออีซีบ้าง มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ เพราะเขาเตรียมตัว ปรับแก้ไขกฎหมาย กันมาเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว”
ส่วนด้านเศรษฐกิจ อาจารย์ธัชเฉลิม มองว่า ถือว่าผ่านคาบเส้นที่สามารถประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศในช่วงสภาวะเศรษฐกิจของโลกฝืดเคือง แต่ด้วยอำนาจในมือขนาดนี้ คสช. น่าจะทำได้มากกว่านี้ คสช. ต้องพยายามร่วมมือกับภาคธุรกิจเอกชนใหญ่ให้ใกล้ชิดมากว่านี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการเปลี่ยนฐานการผลิต การ reposition ระบบอุตสาหกรรมของประเทศ หรือแม้กระทั่งการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
แต่ทั้งนี้ เขาก็ยังมีความกังวล ในส่วนเรื่องของการจัดระเบียบสังคม โดยเขาอธิบายว่า สิ่งที่น่ากังวลมาก คือ เรื่องแรงงานข้ามชาติที่เกี่ยวโยงไปถึงปัญหาการค้ามนุษย์ ในจุดนี้รัฐบาลทำดีแล้วที่ไล่ล่าขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา แต่รัฐบาลจะต้องมองในเชิงระบบด้วย เพราะปัญหาการค้ามนุษย์เกิดจากระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว และการดูแลการค้าตามแนวตะเข็บชายแดน
“ในตอนนี้ กรณีโรฮิงญาแดงขึ้นมา เพราะเป็นกลุ่มชนไร้สัญชาติที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ แต่ถ้าหากเราไม่แก้ไขรากเหง้าของปัญหาก็จะมีกรณีแรงงานพม่า กัมพูชา กะเหรี่ยง ตามมาอีก”
อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำเรื่องสำคัญอีกเรื่องด้วย คือ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในสมัยรัฐบาลนี้ มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้สูงอายุ แต่แค่ตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่ จ้างข้าราชการเพิ่ม เพิ่มงบประมาณ คงไม่พอ ประเทศไทยเริ่มกระบวนการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้ช้ามาก เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น
“เราต้องเอาญี่ปุ่นเป็นแบบอย่าง ถ้าเราศึกษาของญี่ปุ่นดีๆ จะพบว่า กุญแจสำคัญคือ ระบบบริหารจัดการการดูแลผู้สูงอายุ ถามว่าตอนนี้ประเทศไทยพร้อมหรือไม่ ผมกล้าตอบเลยว่าเราไม่พร้อมที่จะรองรับ ดูแล ผู้สูงอายุ จำนวน 1 ใน 5 ของประชากร ผมฝันอยากให้ คสช. เป็นหัวเรือใหญ่ในการวางระบบ เพราะคงไม่มีใครที่จะมีบารมีมากพอเท่ากับ คสช. อีกแล้ว ในขณะนี้ ทั้งในเชิงกฎหมายและอำนาจรัฐ”





