วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รำลึก 23 ปีพฤษภาทมิฬ

ตัวแทนรัฐบาล สนช. และ พรรคการเมืองร่วมงาน 23 ปีพฤษภาประชาธรรม หวังให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

คณะกรรมการจัดงาน 23 ปี พฤษภาประชาธรรม จัดพิธีรำลึกและสืบสาน 23 ปี พฤษภาประชาธรรม ณ สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ โดยน.ส.รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ประธานคณะกรรมการจัดงานฯ เป็นประธานวางพวงมาลา สดุดีวีรชนเดือนพฤษภา 2535 ณ ที่ตั้ง อนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 35 จากนั้นมีการบรรเลงดนตรีไทยบรรเลงเพลงพฤษภาประชาธรรม ผู้แทนนายกรัฐมนตรี องค์กรภาคประชาชน พรรคการเมือง ร่วมวางพวงมาลา และเวลา 10.00 น. คณะกรรมการจัดงานฯ ได้จัดพิธีบรรจุอัฐิวีรชน 3 ศาสนา (พุทธ คริสต์ และอิสลาม) เข้าสู่อนุสาวรีย์วีรชนพฤษภา 2535

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนรัฐบาลร่วมพิธีรำลึกและวางพวงมาลา กล่าวว่า วันที่ 17 พฤษภาคม 2535 เป็นการแสดงพลังของประชาชน นำทางสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทย แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยการรัฐประหารขึ้นภายหลังอีก 2 ครั้งก็ตาม วีรชนที่ปรากฎรูปที่อนุสรณ์สถานในวันนี้มีความมุ่งหวังให้เกิดประชาธิปไตยสมบูรณ์​ นายกรัฐมนตรีและคนไทยทุกคน เข้าใจร่วมกันว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงคือการรู้รักสามัคคี การรู้รักสมัครสมาน ประชาธิปไตยที่เราพูดคุยกันมายาวนานคือความพยายามให้ประเทศไทยไปสู่ความเจริญที่ยั่งยืนโดยใช้หลักธรรมาภิบาล คือ การปกครองที่เป็นธรรมเพื่อความเจริญรุ่งเรือง เราต้องตระหนักร่วมกันเพื่อให้ประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ ขอให้เราร่วมกันรำลึกถึงวีรชนพฤษภา 35 และร่วมกันผลักดันให้ประเทศชาติเดินหน้าไปตามเจตนารมย์ของทุกคนต่อไป

ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า วันนี้ในอดีตเป็นวันสำคัญของประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นวันที่ประชาชนรวมตัวกันเรียกร้องประชาธิปไตยที่สมบรูณ์จากผู้มีอำนาจ ที่ประชุมร่วมห้าฝ่าย (แม่น้ำห้าสาย) กำลังพยายามตอบคำถามว่าเราจะเข้าสู่ประชาธิปไตยที่สมบรูณ์ได้หรือไม่ และอย่างไร การไปยังจุดมุ่งหมายนั้นจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อนำประเทศไทยไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริงโดยเป็นประชาธิปไตยของทุกคนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่ของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่เป็นของคนไทยทุกคน เราควรตระหนักถึงอุดมการณ์ของวีรชนเพื่อช่วยกันนำประเทศไปสู่เจตนารมย์ของวีรชนนั้น

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุการณ์พฤษภา 35 ให้บทเรียนกับหลายฝ่าย ให้บทเรียนกับผู้ปกครองถึงการใช้อำนาจไม่เป็นธรรมว่า หากใช้อำนาจไม่เป็นที่ยอมรับ ประชาชนจะออกมาต่อต้าน สำหรับประชาชนคือเมื่อใดที่ผู้ปกครองใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ประชาชนจะทนไม่ได้และจะแสดงออก ส่วนการต่อต้านความไม่เป็นธรรมนั้นจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน

ต่อข้อถามว่า เหตุการณ์พฤษภา 2535 มีการต่อสู้เพื่อให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง ห่วงว่าหากรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่ นายองอาจ กล่าวว่า อยู่ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะปรับปรุงแก้ไขร่างอย่างไร ประเด็นเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรียังคงมีความสำคัญและได้รับความสนใจจากประชาชนเพราะเป็นหลักการในระบอบประชาธิปไตย ตนยังเชื่อว่ากรรมาธิการจะพิจารณาในประเด็นนี้อย่างรอบคอบ

เมื่อถามว่าคิดว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่มีใครบอกได้ก่อนหน้านี้เคยมีคนคิดว่าการรัฐประหาร 2549 จะเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย