ปปง.ไล่ยึดอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ามนุษย์ “โรฮิงญา” ระนอง-นครศรีธรรมราช-สตูล แล้วว่า 200 ล้านบาท
วันนี้ (14 พ.ค.) ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า (ศปก.ภ.9สน.) พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบก.ตร., พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันทน์ ผบช.ภ.9, พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผบช.ภ.8 นำตัวนายมาเลย์ โต๊ะดิน นายกอบต.ปูยู ผู้ต้องหาคดีการค้ามนุษย์ โรฮิงญา มาแถลงข่าวสื่อมวลชน
พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันทน์ ผบช.ภ.9 กล่าวว่า ผลการปฏิบัติของ ศปก.ภ.9 สน. จากการพิสูจน์ทราบจากแหล่งพักพิง ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการพิสูจน์ทราบเมื่อวันที่ 13 พ.ค. เพิ่มขึ้นได้ แคมป์ที่พิกเพิ่มขึ้น 7 หลัง หอสังเกตุอีก 1 หลัง รวมเพิ่มขึ้นเป็น 8 หลัง ในส่วนของจำนวนศพที่พบจากเดิม 33 ศพ พบเพิ่มขึ้นอีกเมื่อวันที่ 13 พ.ค.เพิ่มเป็น 36 ศพ
ส่วนจำนวนบุคคลต่างด้าวที่เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้มีจำนวน 312 คน แยกเป็นเหยื่อ 36 คน เป็นผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมือง 249 คน สำหรับการออกหมายจับยังเท่าเดิมคือ 61 หมาย ในขณะที่ผลการจับกุม มอบตัว เพิ่มขึ้น ล่าสุดเมื่อเช้าวันนี้ (14พ.ค.) เพิ่มอีก 1 คน รวมตอนนี้เป็น 26 คน อยู่ระหว่างสืบสวนจับกุมอีก 35 คน
สำหรับการพิสูจน์ทราบแหล่งพักพิง เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการพิสูจน์ทราบจำนวน 6 จุด แต่จุดที่พบแคมป์ที่พักขนาดใหญ่ จำนวน 2 หลัง หลังเล็กจำนวน 2 หลัง และหอคอยอีก 1 หลัง อยู่ทีเทือกเขาแก้ว นอกจากนี้ยังพบหลุมศพจำนวน 2 หลุม จุดที่สองพบเพิงที่พักจำนวน 3 หลัง หลุมศพ 1 หลุม พบศพจำนวน 3 ศพ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักดำเนินการ
“เรื่องหมายจับที่เรายังติดตามอยู่จำนวน 35 หมาย ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นทางตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ทางกองบังคับการสืบสวนภาค 9 แล้วก็ตำรวจภูธรจังหวัดสตูล ได้แบ่งกำลังกัน ติดตามจุมกุมให้มากขึ้น” ผบช.ภ.9 กล่าว
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ รองผบช.ภ.9 กล่าวว่า ในส่วนการสอบสวนจนถึงขณะนี้ได้มีการสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องในสำนวนการสอยสวนไปแล้วจำนวน 23 ปาก มีการทำสำนวนชันสูตรพลิกศพควบคู่กันไปกับการพิสูจน์ทราบโครงกระดูกที่พบ ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปแล้ว 36 ศพ
ในขณะที่การสอบสวนผู้ต้องหา ก็มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีการออกหมายจับจนถึงล่าสุดจำนวน 61 หมาย และมีการจับกุมตัวผู้ต้องหา มอบตัว อายัดตัว มีจำนวนทั้งสิ้น 26 คน รวมผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่จำนวน 35 คน ผู้ต้องหาล่าที่เข้ามามอบตัวเมื่อเช้า (14 พ.ค.) คือ นายสุริยา อาหะหมัด เป็นผู้ต้องหาที่อยู่เครือข่ายของจังหวัดสตูล
สำหรับผู้ต้องหาที่เข้ามอบตัวคือผู้ต้องหาจากจ.ระนอง นายปิยวัฒน์ หรือโกหย่ง พงษ์ไทย ซึ่งท่านรองผบ.ตร.ไปรับตัวที่ ที่สภ.ขนอม เขตต่อเนื่องๆจากว่าทางจังหวัดระนองนำตัวมาส่งที่นั่น แล้วนำมาตัวมาแถลงข่าวที่สภ.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา สำหรับโกโหย่ง เป็นผู้ต้องหาที่อยู่ในเครือข่ายที่เราจับกุมไปก่อนหน้านั้นที่สภ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และเป็นผู้ต้องหาที่มีความสำคัญ
ส่วนในช่วงค่ำมีการรับมอบตัวนายมาเลย์ โต๊ะดิน ซึ่งเป็นนายกอบต.ปูยู อ.เมือง จ.สตูล ซึ่งนายมาเลย์ ให้การปฏิเสธ ข้อกล่าวหา แต่ขอให้ข้อมูลกับพี่น้องสื่อมวลชนทราบว่า นายมาเลย์ โต๊ะดิน เคยต้องหาในคดีอาญาในความผิดฐานค้ามนุษย์เมื่อปี 2557 ในพื้นที่สภ.หาดใหญ่
ซึ่งกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นจากเมื่อครั้งนั้น มีสจ.จังหวัดสตูล คือ นายอานัด หะยีมะแซ ได้มีการเรียกค่าไถ่ชาวโรฮิงญา จำนวน 60,000 บาท แล้วมีการนำตัวเหยื่อที่เป็นชาวโรฮิงญามามอบให้ที่สถานีขนส่งหาดใหญ่ ปรากฎว่าทางตรวจคนเข้าเมืองได้สืบทราบและรับทราบ จึงได้วางแผนจับกุม แล้วมีการขยายผลจนกระทั่งมีการจับกุมกลุ่มขบวนการ รวมทั้งนายเลย์ โต๊ะดิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาอยู่ในขณะนั้นด้วย
“ขณะนี้มีการประกันตัวในชั้นพนักงานอัยการ นั่นคือประวัติของนายมาเลย์ โต๊ะดิน ผู้ต้องหาที่เข้ามามอบตัวกับรองผบ.ตร.เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้เรามีการจับกุมตัวผู้ต้องหาได้มากขึ้นๆ ทำให้พยานหลักฐานทีเราได้รับจากส่วนต่างๆไม่ว่าจะเป็นส่วนของทหาร ของฝ่ายปกครอง ตำรวจทุกหน่วย ทำให้หลักฐานต่างๆเริ่มมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น”
และเชื่อว่าพยานหลักฐานนับจากนี้ไป ก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่เราได้มีการสอบสวนพยานทั้งบุคคลต่างๆ รวมถึงผู้ต้องหาแล้ว เรายังได้มีการสอบสวนเหยื่อซึ่งเป็นชาวโรฮิงญา จำนวน 6 ปาก จากจำนวนเหยื่อทั้งสิ้น 63 คน เนื่องจากมีความยุ่งยากในสอบปากคำ ต้องใช้บุคลากรที่เป็นล่าม ทำให้การสอบปากคำเหยื่อทำได้ล่าช้า
สิ่งสำคัญที่สุดนอกเหนือจากสืบสวนสอบแล้ว เราจะต้องทำการร่วมกับทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดและอายัดทรัพย์ของบุคคลต่างๆ ที่อยู่ขบวนการค้ามนุษย์ ล่าสุดที่จังหวัดได้มีการยึดและอายัดทรัพย์เบื้องต้นมูลค่าประมาณ 29 ล้านบาทเศษ ซึ่งจะต้องมีการขยายเครือข่ายไปอีกจำนวนมาก และเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมามีการปฏิบัติการที่จ.ระนอง ในการตรวจค้นจุดต่างๆของเครือข่ายในจ.ระนอง มีการยึดและอายัดทรัพย์ได้กว่า 100 ล้านบาท
ในเบื้องต้นความละเอียดซับซ้อนในเรื่องธุรกรรมทางด้านการเงิน อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์ทราบ จะต้องร่วมกับทางบัญชีธนาคารต่างๆ ทางสรรพการ สำนักงานที่ดินที่จะต้องมาประเมินร่วมกัน และถ้ากลุ่มขบวนการไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินเหล่านี้ก็จะตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งมูลค่าการยึดและอายัดทรัพย์จะมีมากกว่านี้อย่างแน่นอน ล่าสุดทางคณะกรรมการธุรรรมของปปง.ได้มีการยึดอายัดทรัพย์ของกลุ่มค้ามนุษย์คดีที่สภ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราชจำนวน 75 ล้านบาท
“ทั้งหมดนี้พนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง การทำงานสอบสวนในคดีนี้ค่อนข้างยากลำบาก แล้วก็มีความละเอียดอ่อนมาก ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังในการรวบรวมหลักฐานแล้วก็จะต้องเป็นไปด้วยความเที่ยงธรรม ไม่มีการกลั่นแกล้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎในสำนวนการสอบสวนนั้นจะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริง”
เนื่องจากจะต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาลอีก และเชื่อว่าการจับกุมผู้ต้องหาจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากขณะนี้มีการติดต่อขอมอบตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่อง พนักงานสอบสวนจึงมีการโยกย้ายสถานที่ปฏิบัติในพื้นที่สภ.ปาดังเบซาร์มาที่สภ.หาดใหญ่
พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร. กล่าวว่า ความคืบหน้าตามยุทธการปิดปลายทางก็คงจะมีคำตอบในตัวเองถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันเรามั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า จะไม่มีการขนย้าย เคลื่อนย้าย ผู้อพยพหลบหนีชาวต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายเข้าเมืองในเรื่องของการค้ามนุษย์เข้ามาในพื้นที่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะดำรงการปฏิบัติอย่างนี้ต่อเนื่องตลอดไป เป็นแนวทางที่ชัดเจน
“วันนี้มีการสนับสนุนกำลังเข้ามาเสริม เนื่องจากว่าตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกส่วน ทุกฝ่าย ทำงานติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง โดยการกำชับ การเร่งรัด ของท่านผบ.ตร.ซึ่งต้องการที่จะให้ความชัดเจนในการปฏิบัติของตำรวจในช่วงเวลาที่สำคัญมีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกำลังมาสนับสนุน”
ในขณะนี้มีรายงานข่าวต่อเนื่องของสำนักข่าวต่างประเทศมีการยืนยันการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนย้ายของผู้อพยพหลบหนีไปที่เกาะลังกาวี มาเลเซีย และอาเจ๊ะ อินโดนีเซีย มีจำนวนมากพอสมควร และยังมีบางส่วนที่ยังไม่สามารถเข้าฝั่งได้ ก็เป็นเรื่องของกองทัพเรือที่จะดำเนินการมาตรการที่มีแผนการปฏิบัติไว้
“ทางฝ่ายตำรวจขอยืนยันในเรื่องการปฏิบัติเรื่องการปิดปลายทางยังดำรงมาตรการที่เข้มงวดกวดขันอย่างต่อเนื่องตลอดไป”
ส่วนเรื่องการสืบสวนสอบสวน ได้เดินทางที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ที่กระทำผิดในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่จังหวัดระนอง หลบหลีกลำเลียงผ่านจังหวัดพังงา ผ่านสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราชก่อนจะมาบรรจบที่จังหวัดสงขลา ก็มีคดีเกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ทั้งที่อ.เมืองนครศรีธรรมราช เรียกค่าไถ่ ฉ้อโกง หัวไทร เรื่องค้ามนุษย์ก็มีการจับกุมผู้ต้องหา มีหมายจับก็ย้อนไปที่จ.ระนองทั้งหมด
ส่วนที่มาจังหวัดสตูล มาปาดังเบซาร์ ก็เคยมีคดีที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ดังที่ได้เรียนไปแล้ว ซึ่งกลุ่มคดีต่างๆมีการเชื่อมโยงโดยข้อเท็จจริงที่เกี่ยวเนื่อง เพราะว่าเรื่องพวกนี้พอพิสูจน์ทราบย้อนหลังไป มันไม่ใช่เพิ่งมาเกิดวันนี้แล้วก็เดินไปข้างหน้า ที่มันเกิดวันนี้เพราะมันเกิดมาก่อน เพราะฉะนั้นเราได้เอาทุกคดีที่ผู้ต้องหามีส่วนเกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยงของการกระทำความผิดทั้งหมดก็จะเห็นภาพ เป็นขบวนการ เป็นวัฐจักร มีรูปแบบ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พนักงานสืบสวนสอบสวนจะต้องประมวล ดำเนินการ
“มาตรการที่สำคัญที่ควบคู่กันได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกส่วนราชการ โดยเฉพาะท่านเลขาธิการ ปปง.สำหรับมาตรการยึดอายัดทรัพย์สิน อันนี้เป็นไปตามข้อเท็จจริงเมื่อคดีเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ เป็นหนึ่งในความผิดมูลฐานเราก็จะเป็นต้องใช้มาตรการในเรื่องกฎหมายฟอกเงิน ในเรื่องการยึดอายัดทรัพย์สิน เป็นตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ทราบ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ตามแนวทาง ไม่ใช่เป็นเรื่องการกลั่นแกล้งหรือไปกดดันให้ผู้ต้องหาเข้ามามอบตัวหรือไม่” รองผบ.ตร. กล่าว





