กมธ.ปฏิรูปกฎหมาย ปรับร่างรธน. เหลือ 100 มาตรา ตัดรายละเอียดไปเขียนไว้ในกฎหมายลูก ด้าน “อุดม”เผยได้รับประสานจากอนุกมธ.ยกร่างรธน.
ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ เป็นประธาน กมธ. ได้หารือในรายละเอียดประเด็นทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายเสรี กล่าวว่า ในการทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมมีแนวทางทำให้ร่างรัฐธรรมนูญสั้น กระชับ แต่ยังคงประเด็นสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญไว้ เบื้องต้นได้ปรับลดให้เหลือเพียง 100 มาตรา จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มี 315 มาตรา โดยนำรายละเอียด เช่น แนวทางปฏิบัติ, การสรรหา ไปบัญญัติในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องของหน่วยงาน สำหรับรายละเอียดที่พิจารณาไว้เป็นเบื้องต้น อาทิ ภาค 3 ว่าด้วย หลักนิติธรรม ศาล และองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ปรับแก้ไขเป็น หมวดที่ว่าด้วยตุลาการ จะมีเนื้อหาเฉพาะหลักการสำคัญ ขณะที่แนวทางปฏิบัติจะอยู่ในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ร่างรัฐธรรมนูญ จะบัญญัติไว้ใน มาตรา 229 – มาตรา 237 ขอแก้ไขให้เหลือเพียงมาตราเดียว โดยคงสาระ คือ วรรคแรก ระบุว่า “ศาลรัฐธรรมนูญประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน ซี่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่ตั้งตามคำแนะนำของรัฐสภา” วรรคสอง ระบุว่า การทำหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่ง กรรมการสรรหา หลักเกณฑ์ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม วิธีพิจารณา ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญบัญญัติ เป็นต้น
นายเสรี ได้เสนอประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมให้ที่ประชุมพิจารณาด้วยว่า กรณีที่คำพิพากษาของศาลซึ่งถือเป็นที่สุดนั้นยังส่งผลกระทบให้ประชาชนเดือดร้อน ให้กำหนดให้ประชาชนฐานะจำเลยนั้นยื่นเรื่องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฏีกาพิจารณาตัดสินได้อีกครั้ด้วย ทั้งนี้ประเด็นที่นำเสนอเป็นรายละเอียดทั้งหมดที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่าจะขอกลับไปศึกษาและทำการบ้านก่อนที่จะนำเสนอรายละเอียดหรือประเด็นเพิ่มเติมต่อไป และจะนำกลับมาพิจารณาในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นการประชุมร่วมกับ สปช. ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ก่อนเลิกประชุมนายอุดม เฟื่องฟุ้ง สปช. ฐานะกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม แจ้งต่อที่ประชุมว่าตนได้รับจดหมายเชิญประชุมจากอนุ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ทราบประเด็นการประชุมเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการรับฟังความเห็นต่อการปรับปรุงแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นยังมีบุคคลหลายภาคส่วน ทั้งส่วนความมั่นคงโทรศัพท์ถามตนถึงการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ตนตอบไปว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไปไม่รอดแน่ เพราะรายละเอียดที่กำหนดต่อให้ใครมาเป็นนายกฯ ก็ทำงานไม่ได้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอนั้น ไม่เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญ เพราะขาดดุลยภาพและไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ทั้งนี้ตนมองว่าไม่ต้องรอถึงวันลงมติให้ความเห็นชอบจากสปช. วันที่ 6 ส.ค. เพราะยังไงก็ไปไม่รอด ทั้งนี้ที่ประชุมได้ซักถามนายอุดมว่า เหตุผลใดที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไปไม่รอด อีกครั้งโร้ดแม็พตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดไว้ชัดเรื่องเงื่อนไขเวลา ทำให้นายอุดม ตอบกลับไปว่าเงื่อนไขเวลาที่กำหนดไม่จำเป็น ยังไงก็ไปไม่รอด ขอให้ตามดูกันไป
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงร่างคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ของกมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นั้นมีรายละเอียด อาทิ 1.ขอยกเลิกภาคต่างๆ และขอแก้ไขให้ใช้คำเรียกเป็น หมวด และส่วนแทน เนื่องจากให้เป็นการจัดแบ่งที่เหมาะสม 2.ในหมวด 1 บททั่วไป ขอแก้ไขเพิ่มเติมประเด็นต่อไปนี้มาตรา 3 แก้ไขว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และศาล ที่มีความเป็นอิสระ แยกจากกันตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้และตามที่กฎหมายบัญญัติ” เพื่อให้อำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อำนาจนั้นแยกอิสระออกจากกัน 3.ตัดมาตรา 4 และ มาตรา 5 ออก 4.ปรับหมวดว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม เป็นหมวดว่าด้วยการพัฒนาประเทศ โดยคงประเด็นการปฏิรูปทั้ง 15 ด้านไว้เพียงหัวข้อ และเพิ่มการพัฒนาด้านการกีฬา และการพัฒนาด้านคุ้มครองผู้บริโภคไว้ ส่วนรายละเอียดว่าจะปฏิรูปแนวทางใด และหลักเกณฑ์สำคัญของการพัฒนาประเทศทุกด้าน ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
นายเสรี ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เหตุผลที่ให้นำรายละเอียดในประเด็นต่างๆ ไปไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกนั้น เพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญมีความสั้น และกระชับ ขณะที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญระบุว่าหากนำรายละเอียดไปใส่ไว้ในกฎหมายลูกจะทำให้แก้ไขได้ง่าย ตนจึงกำหนดไว้ในข้อเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญว่าให้มีระดับความยากของการแก้ไขกฎหมายประกอบเท่ากับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ





